
SHORT CUT
เปิดศึกกลางสภา ปม 'TH-AI Passport' งบ 1,600 ล้าน ถูกตั้งคำถามแจก AI ฟรี 5 ล้านคน คุ้มจริงหรือไม่ หลังฝ่ายค้านสงสัยโครงการ AI รัฐอาจล็อกสเปก เอื้อทุนใหญ่ 'ไชยชนก' แจงเดือด AI คืออนาคตประเทศ ยืนยันโปร่งใส ชี้ไทยต้องเร่ง AI Adoption สู้เวียดนาม-สิงคโปร์
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดถึงความโปร่งใสของโครงการ Thailand AI Passport มูลค่ากว่า 1,600,000,000 บาท ซึ่งมีเป้าหมายแจกสิทธิการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับมืออาชีพให้แก่ประชาชนจำนวน 5,000,000 คน โดยตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้มีกระบวนการเร่งรัดผิดปกติ อนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์กองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
นอกจากนี้ ยังพบข้อพิรุธว่ากลุ่มบริษัทที่ชนะการประมูลเป็นกลุ่มเดียวกับที่เข้ามาวางราคากลางไว้ตั้งแต่ต้น และเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 1.5% เท่านั้น อีกทั้งยังพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนใกล้ชิดพรรคการเมืองที่ได้รับงานในโครงการอื่น ๆ ของกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแล และมีลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อนในการเสนอของบประมาณ
ทางพรรคประชาชนจึงได้เรียกร้องให้เลื่อนการเปิดลงทะเบียนในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ออกไปก่อน เพื่อให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาตรวจสอบความโปร่งใส
มีการกำหนดเงื่อนไขในข้อกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) ให้เอื้อประโยชน์ต่อการประชาสัมพันธ์ผ่านจอแสดงผลของร้านสะดวกซื้อโดยเฉพาะ
งานประกวดราคาของกระทรวง อว. มีบริษัท 3 แห่งเป็นผู้ร่วมกำหนดราคากลาง ซึ่งพบว่าเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกันกับที่ดำเนินโครงการ TH-AI Passport
กลุ่มบริษัทที่ได้รับคัดเลือกให้ดำเนินโครงการนี้ ยังเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกันกับที่ชนะการประกวดราคาในโครงการจัดการแข่งขันรถโมโตจีพีอีกด้วย
ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงตอบโต้ว่า โครงการนี้ดำเนินการตามกฎหมายครบถ้วนผ่านระบบการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งเป็นระบบเปิดแข่งขันอย่างเป็นธรรม
โดยกระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 และมีการทำประชาพิจารณ์ร่างขอบเขตของงาน (TOR) ในเดือนธันวาคม รวมระยะเวลาดำเนินการนานกว่า 5 เดือน ไม่ใช่ 34 วันตามที่ถูกกล่าวหา
สำหรับความเป็นมาของโครงการนี้ เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วนเนื่องจากประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ต่ำเพียง 10.7% เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศสิงคโปร์หรือประเทศเวียดนาม
การจัดซื้อผ่านตัวกลางในประเทศไทยจัดทำขึ้นเพื่อรักษาอธิปไตยด้านข้อมูล ไม่ให้ข้อมูลของประชาชนถูกส่งไปประมวลผลที่ต่างประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือว่าคุ้มค่าและโปร่งใส พร้อมเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย ซึ่งอนาคตข้างหน้าจะมีเวิร์คฟอส (พนักงาน,แรงงาน) ที่เล็กลงอย่างปฏิเสธไม่ได้ ก็จะมีการผลิตที่น้อยลง ถ้าถามว่าอุปกรณ์ใดที่เพิ่มประสิทธิภาพในยุคปัจจุบันก็หนีไม่พ้น AI ดังนั้นการให้ความสำคัญในการพัฒนา AI เป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นและเร่งด่วน
เมื่อถามว่าเหตุใดจึงเป็นการใช้เงินกองทุนดีอี หากมองย้อนไปในช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 เราปฏิบัติหน้าที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งไม่ทันงบประมาณประจำ จึงต้องหาแนวทางและโครงการดีๆแบบนี้
หากต้องการตามเทรนด์โลกให้ทันประเทศไทยไม่ตกกลุ่มของการที่มีเวิร์คฟอสลดลง หากเราต้องการเพิ่มผลผลิต การใช้เงินของกองทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.ดีอี พร้อมขออธิบายตัวโครงการว่า ไม่ใช่โครงการที่แจก AI โปร ในรูปแบบฟรีอย่างเดียว แต่นโยบายที่ให้ไปคือการพัฒนา AI ของประเทศ และ ecosystem ของ AI โดย TH-AI passport ไม่ได้มีแค่โมเดลระดับโปรหลากหลายโมเดล เพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนใช้ฟรี แต่ต้องเรียนรู้ที่จะหารายได้ ในนั้นจะมีทั้งคอร์สเรียนให้คนที่ใช้สิทธิ์เข้าไปศึกษาหลักสูตรเหล่านี้ โดยกลุ่มบริษัทชั้นนำของโลกร่วมกับประเทศไทยจัดทำขึ้นมา โดยมีประกาศนียบัตรให้อย่างเป็นทางการ