
SHORT CUT
พรรคประชาชน-สมชัย ศรีสุทธิยากร ร่วมเปิดโปงเครือข่าย 'จักรวาลสีน้ำเงิน' ผ่านหลักสูตรคอนเนกชัน พตส.-นธป. โยงใย 5 อนุกรรมการชุด 36 ยกฟ้องฮั้ว สว. ทั้ง 229 ราย
เบื้องหลังศึกเลือกตั้ง สว. ครั้งล่าสุด มีคำถามคำโตที่ค้างคาใจสังคมไทยเกี่ยวกับการฮั้ว และการบล็อกโหวตอย่างเป็นขบวนการ นี่คือวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อล่าสุดมีการเปิดโปงแผนผัง 'จักรวาลสีน้ำเงิน' ที่โยงใยไปถึงอนุกรรมการผู้มีอำนาจตัดสินคดีนี้โดยตรง โดย สส. พรรคประชาชน ร่วมกับ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงเปิดข้อมูลและข้อพิรุธเกี่ยวกับการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ของ กกต. ในคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ปมเด่นที่ถูกส่องสปอตไลท์คือ 'คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36' ของ กกต. ที่อ้างว่าตั้งขึ้นมาเพื่อแบ่งเบาภาระงานจาก 35 ชุดเดิม แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบพิรุธว่า รายชื่ออนุกรรมการในชุดนี้บางส่วนมีหน้าตาซ้ำซ้อนกับชุดเดิมอย่างน่าประหลาด จนนำมาสู่คำถามที่ว่า มีความจำเป็นจริงหรือในการตั้งคณะทำงานพิเศษชุดนี้ขึ้นมาซ้อนทับกัน
ประเด็นร้อนที่พรรคประชาชนแกะรอยพบคือ อนุกรรมการ 5 ใน 7 คนของชุดที่ 36 ได้แก่ อนุชา จันทร์สุริยา, ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล, อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, เชาวนะ ไตรมาศ และเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ มีความเชื่อมโยงกับหลักสูตรคอนเนกชันระดับสูงอย่าง พตส. (หลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง ของ กกต.) และ นธป. (หลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย ของศาลรัฐธรรมนูญ)
ในห้องเรียนของหลักสูตรเหล่านี้ ไม่ใช่แค่การศึกษาวิชาการธรรมดา แต่เป็นแหล่งบ่มเพาะคอนเนกชันข้ามสายงาน ซึ่งพบว่าเพื่อนร่วมรุ่นของอนุกรรมการกลุ่มนี้คือบุคคลระดับบิ๊กในเครือข่ายสีน้ำเงิน ทั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล, พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ, ศุภชัย ใจสมุทร และ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. สายสัมพันธ์ในรั้ววิชาการนี้ย่อมทำให้สังคมกังขาเรื่อง 'ผลประโยชน์ทับซ้อน'
นอกจากเรื่องสายสัมพันธ์แล้ว วิธีการทำงานของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ยังถูกแฉว่าแสนฉาบฉวย ประชุมเพียง 20-30 ครั้ง เน้นรับฟังเอกสารจากฝ่ายเลขาฯ โดยแทบไม่มีการซักถามใดๆ ต่างจากคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ที่ขยันประชุมถึง 80 ครั้ง สอบปากคำพยานกว่า 700 ปาก และที่สำคัญคือในชุดที่ 36 มีความพยายามตีกรอบกติกาเพื่ออุ้มไม่ให้นักการเมืองและผู้สมัครต้องรับผิดชอบจากการแทรกแซง
ผลลัพธ์จากคณะอนุฯ ชุดที่ 36 คือมติ 'ยกคำร้อง' ผู้สมัครทั้ง 229 รายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งคัดง้างกับพยานหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะอย่างโจ่งแจ้ง และขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของ กกต. ที่เคยสั่งฟ้องในกรณีหลักฐานแชตไลน์ซื้อขายคะแนนในอดีตอย่างกรณีที่ชลบุรีและนครราชสีมา การตัดสินแบบไร้รอยตำหนิเช่นนี้ยิ่งสร้างความกังขาให้กับประชาชนทั่วไป
เรื่องราวบานปลายไปถึงกระทรวงยุติธรรมและ DSI เมื่อมีการเด้งและสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม มือปราบคดีอั้งยี่-ฟอกเงินเลือก สว. พร้อมเตรียมย้ายข้าราชการน้ำดี รวมถึงเตรียมโยก ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล หนึ่งในอนุฯ ชุดที่ 36 ที่ลงมติยกคำร้อง มาคุมบังเหียนอธิบดี DSI แทน ชวนให้สังคมตั้งคำถามว่านี่คือการ 'ปูนบำเหน็จ' หรือไม่
เหตุการณ์ทั้งหมดจะถูกชี้ชะตาในวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นเดดไลน์สำคัญที่ กกต. ต้องตัดสินใจส่งคดีให้ศาลพิจารณา คำเตือนสุดท้ายจากอดีตส่งตรงถึง กกต. ยุคนี้ว่า 'เคยมี กกต. ติดคุกมาแล้ว 2 คน' จากการไม่รักษาความเป็นกลาง ดังนั้นอย่าซื้อเวลาเพื่อรอคอยปาฏิหาริย์ เพราะกระแสสังคมกำลังจับตาอย่างไม่กะพริบตา