
ย้อนรอย "The Mother of all games" สหรัฐฯ-อิหร่าน ฟุตบอลโลก 1998 - แมตช์ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมือง...ไฟแทบลุกสนาม ใส่ไม่ยั้งแบบลืมตาย ศักดิ์ศรีมันยอมกันไม่ได้
ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ และ อิหร่าน ดิ่งเหวตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 นำไปสู่วิกฤตจับตัวประกันชาวอเมริกัน 52 คน นานกว่า 1 ปี และถูกตัดขาดทางการทูตอย่างสิ้นเชิง สหรัฐฯ คว่ำบาตรและสนับสนุนอิรักในสงครามอิรัก-อิหร่าน ทำให้ชาวอิหร่านเสียชีวิตกว่าครึ่งล้านคน จนมาถึงเหตุการณ์ยิงเครื่องบินโดยสารอิหร่านแอร์ในปี 1988 บาดแผลทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำให้แมตช์นี้ถูกจับตามองว่าเป็นมากกว่าเกมกีฬา
เมื่อฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส การจับสลาก ให้ทั้งสองชาติต้องมาพบกันในรอบแรก วันที่ 21 มิถุนายน
บรรยากาศนอกสนาม สต๊าด เดอ แชร์กลอง Stade de Gerland ใน ลียง ตึงเครียดถึงขีดสุด ทางการฝรั่งเศสต้องระดมกำลังตำรวจปราบจลาจลกว่า 150 นายเพื่อคุมเข้มความปลอดภัย หลังมีรายงานการสกัดแผนก่อการร้ายและรับมือกลุ่มประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่แฝงตัวเข้ามาในสนาม
ตามกฎฟีฟ่านั้น , อิหร่านในฐานะทีมเยือนต้องเดินไปจับมือสหรัฐฯ แต่อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่านสั่งห้ามเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ดูเป็นการยอมสยบให้ศัตรู ฟีฟ่าต้องเข้ามาเจรจาจนฝ่ายสหรัฐฯ ยอมเป็นฝ่ายเดินเข้าหา ภาพประวัติศาสตร์จึงบังเกิดขึ้นเมื่อนักเตะอิหร่านมอบ "ดอกกุหลาบขาว" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพในวัฒนธรรมเปอร์เซียให้คู่แข่ง พร้อมกับธงที่ระลึกจากฝั่งสหรัฐฯ ก่อนที่ทั้งสองทีมจะทำลายธรรมเนียมด้วยการกอดคอถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน เป็นการประกาศก้องว่าน้ำใจนักกีฬาอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง
ผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะ 2-1 ของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นชัยชนะนัดแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของพวกเขาอีกด้วย (ในภายหลัง ในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ คู่นี้ กลับมาเจอกันอีกครั้ง และคราวนี้ เป็นฝ่ายสหรัฐฯ ชนะได้บ้าง 1-0)
ย้อนเข็มนาฬิกากลับไปปี 1998 ประชาชนนับล้านออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนในกรุงเตหะราน แม้ภาพเหตุการณ์ในสนามจะเต็มไปด้วยมิตรภาพจนทำให้ทั้งสองทีมได้รับรางวัล FIFA Fair Play ในปีนั้น
แต่ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ชนะครั้งนี้กลับถูกรัฐบาลอิหร่านนำไปใช้เป็นวาทกรรมตอกย้ำชัยชนะเหนือ "มารร้ายผู้ยิ่งใหญ่" และในท้ายที่สุด แมตช์นี้ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แต่อย่างไรก็ตาม ภาพของการมอบดอกกุหลาบขาวก็ยังคงถูกจดจำในฐานะสัญลักษณ์แห่งสันติภาพบนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลมาจนถึงปัจจุบัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง