สรุปให้ ทรัมป์แทรกแซง FIFA มีคำสั่งกลับลำ ไม่ต้องแบนบาโลกุน เจอเบลเยียมได้

สรุปให้ ทรัมป์แทรกแซง FIFA  มีคำสั่งกลับลำ ไม่ต้องแบนบาโลกุน เจอเบลเยียมได้

ดราม่าบอลโลก 2026 เดือด! เมื่อฟีฟ่ากลับคำสั่งแบนดาวยิงสหรัฐฯ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสายตรงเคลียร์ประธานฟีฟ่า ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากเบลเยียม

วิเคราะห์ชนวนเหตุใบแดง โฟลาริน บาโลกุน

ในการแข่งขันรอบ 32 ทีมสุดท้าย โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าตัวที่เด็ดของทีมชาติสหรัฐฯ ถูกไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 64 จากจังหวะปะทะกับ ทาริก มูฮาเรโมวิช หลังยิงประตูช่วยให้ทีมชนะบอสเนียฯ 2-0 โดยผู้ตัดสิน ราฟาเอล เคลาส์ เปลี่ยนคำตัดสินมาแจกใบแดงโดยตรงหลังเช็ก VAR แม้ เมาริซิโอ โปเชตติโน ผู้จัดการทีมจะคัดค้าน แต่ตามกฎวินัยปกติของ FIFA ใบแดงตรงในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั้นไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ และนักเตะต้องรับโทษแบนอัตโนมัติ 1 นัดในเกมรอบ 16 ทีมที่จะพบกับเบลเยียม 
 

โดนัลด์ ทรัมป์ แทรกแซง FIFA จริงหรือ ?

สื่อนอกหลายสำนักรายงานตรงกันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับ จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA ถึง 3 ครั้ง เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนใบแดงดังกล่าว 

โดย The Guardian รายงานว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ถึง FIFA  นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันแข่งขัน เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนคำตัดสินดังกล่าว ส่วน New York Times ระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับอินฟานติโน โดยหยิบยกข้อกล่าวหาในอดีตเกี่ยวกับเคลาส์ขึ้นมาหารือด้วย

สำนักข่าว AFP และ Reuters ยังรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ถึงอินฟานติโนในช่วงต้นสัปดาห์ เพื่อขอให้มีการทบทวนใบแดงของ ฟอลาริน บาโลกัน  Folarin Balogun กองหน้าสโมสรโมนาโก ส่วน BBC ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันรายงานดังกล่าวได้

โดยทำเนียบขาวและรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลสหรัฐฯ หาแนวทางอุทธรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น สก็อตต์ กูดวิน ผู้บริจาครายใหญ่ยังนำข้อกล่าวหาในอดีตที่อ้างว่าผู้ตัดสินเคลาส์เคยเกี่ยวข้องกับการล็อกผลบอลในบราซิลมาหารือด้วย แม้ว่าทางการบราซิลและ FIFA จะไม่เคยพบหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหานี้ก็ตาม
 

ฟีฟ่าใช้มาตรา 27 กลับคำตัดสินช็อกโลก

FIFA สร้างความประหลาดใจให้คนทั้งโลกด้วยการประกาศระงับโทษแบนของบาโลกุน โดยอ้าง มาตรา 27 ของระเบียบวินัย ซึ่งเปิดช่องให้คณะกรรมการวินัยมีอำนาจ "ระงับ" โทษแบนชั่วคราว และเปลี่ยนเป็นการคาดโทษเป็นเวลา 1 ปีแทน ส่งผลให้ดาวยิงสหรัฐฯ กลับมาลงสนามดวลเบลเยียมได้ทันที โดนัลด์ ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ขอบคุณ FIFA ที่แก้ไขความอยุติธรรม ขณะที่กูรูฟุตบอลมองว่านี่เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่น่ากังขา เพราะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่มีการระงับโทษใบแดงระหว่างทัวร์นาเมนต์ 

หากย้อนประวัติศาสตร์ลูกหนัง มีเพียงนกน้อย "การินช่า" ของทีมชาติบราซิลในปี 1962 เท่านั้น ,  โดย 'การินช่า'  ซึ่งถูกไล่ออกในเกมรอบรองชนะเลิศกับ ชิลี แต่ได้ลงเล่นในเกมรอบชิงชนะเลิศ กับ ทีมชาติเชโกสโลวาเกีย
ในตอนนั้นไม่มีการลงโทษแบนโดยอัตโนมัติ การตัดสินขึ้นอยู่กับคณะกรรมการโดยพิจารณาจากหลักฐานที่ผู้ตัดสินให้ไว้ การตัดสินของคณะกรรมการวินัยของฟีฟ่าในปี 1962 ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลจากปัจจัยภายนอก และอาจเป็นเช่นนั้นอีกครั้งในหนนี้

การใช้มาตรฐานแบบพิจารณาตาม "สถานการณ์" ขององค์กรลูกหนังระดับโลกในครั้งนี้ จึงยิ่งตอกย้ำภาพความสัมพันธ์ที่ทับซ้อนระหว่างอำนาจรัฐและกีฬา

BBC ยืนยันว่า มาตรา 27 ไม่เคยถูกนำมาใช้ในฟุตบอลโลกมาก่อน

แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรกแน่นอน เพราะก่อนที่จะเข้าสู่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด หรือ CR7 จะไม่ได้เล่นในนัดเปิดสนามให้กับ โปรตุเกส 

ตามระเบียบวินัยของฟีฟ่า โรนัลโด้ ควรได้รับโทษแบน 3 นัดจากการใช้ศอกใส่ ดาร่า โอเชีย ในเกมรอบคัดเลือกที่โปรตุเกสแพ้สาธารณรัฐไอร์แลนด์ 0-2 เมื่อเดือนพฤศจิกายน
เขาถูกแบน 1 นัดในเกมรอบคัดเลือกนัดสุดท้ายกับอาร์เมเนีย แต่โทษแบนอีก 2 นัดที่เหลือ ได้ถูกระงับไว้ สุดท้าย ใบแดงของโรนัลโด้นั้นได้รับในรอบคัดเลือก ถูกมองว่าไม่ใช่ใบแดงในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย เฉยเลย 
ครั้งนั้น ฟีฟ่า พิจารณาแล้วก่อนจะอธิบายว่า "โรนัลโด้ ไม่เคยได้รับใบแดงในอีก 225 นัดที่ลงเล่นในระดับนานาชาติ"

กรณีของ โรนัลโด้ CR7  เราก็ได้รับคำอธิบายบ้าง แต่กับ บาโลกุน  - ไม่ได้รับแม้แต่คำอธิบายเพิ่มเติมใดๆ อะไรเลย

เบลเยียมเดือด! มาตรฐานฟีฟ่าและทางเลือกทางกฎหมาย

ฝั่งทีมชาติเบลเยียมแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง รูดี การ์เซีย ผู้จัดการทีมบ่นอุบายว่ามีเวลาเตรียมแผนรับมือไม่ถึง 24 ชั่วโมง ขณะที่สมาคมฟุตบอลเบลเยียม (RBFA) ออกแถลงการณ์กร้าวว่า FIFA ละเมิดกฎของตัวเอง และกำลังพิจารณาทางเลือกทางกฎหมายเพื่อปกป้องความยุติธรรม 

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความลักลั่นของมาตรฐาน FIFA เมื่อเทียบกับกรณีของ อัสซิม มาดิโบ กองกลางกาตาร์ที่โดนแบนหนักถึง 5 นัดในทัวร์นาเมนต์เดียวกัน จนเกิดคำถามใหญ่ในโลกฟุตบอลว่า อำนาจทางการเมืองของชาติเจ้าภาพกำลังอยู่เหนือกฎกติกาอันศักดิ์สิทธิ์หรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related