การเมือง

บิ๊กป้อม ลั่นหน้าที่แรกของหัวหน้าพรรค พปชร. จะทำให้คนในพรรครักกัน

“บิ๊กป้อม” ชูภารกิจแรกทำให้คนในพรรครักกัน ปัดตอบปม โควต้ารัฐมนตรี 4 กุมาร โยนให้ถามไป “บิ๊กตู่”

พลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวภายหลังการประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ปี 2563 ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ว่า

ขอเน้นย้ำเรื่องความรักความสามัคคีของคนในพรรค โดยตนได้บอกไปแล้วว่า ทุกคนมีความรักความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวอยู่แล้ว ซึ่งการแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคทั้ง 10 คน เพื่อให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยรองหัวหน้าพรรค จะทำหน้าที่เหมือนหัวหน้าพรรค ตามอำนาจหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวว่า จากนี้การปรับเปลี่ยนตำแหน่งใด อำนาจจะอยู่ที่ตน ซึ่งก็ต้องดูว่าหากทุกคนตั้งใจทำงาน ก็ไม่ต้องเปลี่ยน หรือ หากมีใครเข้ามาทำงาน ก็ต้องเปลี่ยน แต่ก็ต้องอยู่กับเสียงส่วนใหญ่

เมื่อถามว่า ผลงานชิ้นแรกหลังนั่งหัวหน้าพรรค อยากทำอะไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทำให้คนในพรรครักกัน รวมถึงเรื่องการแก้ปัญหา เรื่องน้ำ ที่ตนได้ทำอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ที่ฝนตกชุกอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ศักยภาพของพปชร.จะมีรมต.ได้กี่คน พล.อ.ประวิตร ตอบว่า จะไปรู้ได้อย่างไร ต้องถามนายกฯ เพราะท่านนายกฯต้องคิดของท่านเอง เพราะในเรื่องการทำงาน ท่านไม่ยุ่งเรื่องพรรค เนื่องจาก นายกฯดูแลปัญหา เรื่องที่อยู่ ที่กิน การอยู่อาศัยของประชาชนที่ดีขึ้น โดยท่านทำงานหนัก เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีรายได้มากขึ้น ซึ่งนายกฯได้ทำทุกเรื่อง

เมื่อถามว่า พรรคได้ส่งรายชื่อ รมต.ที่พรรคจะเสนอให้นายกฯแล้วหรือไม่

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมไม่ส่ง แล้วทำไมผมต้องส่งนายกฯ เดี๋ยวต้องดูว่าใครสำคัญอย่างไร แค่ไหน ซึ่งคนในพรรคมีความพร้อม มีศักยภาพเพียงพอทุกด้าน แต่ผมยังไม่รู้ว่ารมต.กี่คน”

เมื่อถามว่า นายกฯ บอกว่าโควต้ากลุ่ม 4 กุมารเป็นโควต้ากลาง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ ต้องไปถามนายกฯ และเมื่อถามต่อว่า มีการทาบทามคนนอกให้มาร่วมทีมเศรษฐกิจของพรรคหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรามีอยู่แล้ว ทั้งของพรรคที่จะเขียนนโยบายเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ รวมถึงคนนอกด้วย โดยมีชื่อหมดแล้ว แต่สื่ออย่าพึ่งรู้เลย

ทั้งนี้ก่อน พล.อ.ประวิตร จะแถลงข่าว ก็ได้ทักทาย ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคที่อยู่ในห้อง ก่อนที่จะขึ้นเป็นประธาน และกล่าวว่า

วันนี้เป็นวันแรกที่ได้เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคที่พวกท่านทุกคนได้เลือกตนเข้ามา และมีความมุ่งหวังที่จะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีปรองดอง ยืนยันว่า การมานั่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นการเสียสละ ยอมสูญเสียเวลาการทำงานอื่นๆ เพื่อมาทำงานให้กับพรรค

ดังนั้น จึงอยากให้ทุกคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่อยากให้มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกหรือตั้งกลุ่ม ย้ำว่า อยากให้ทุกคน มีความรักความสามัคคี อย่าทะเลาะเบาะแว้ง ขอร้อง อย่าทำเช่นนั้น อย่าตีกันเอง เพราะไม่ไหว ที่ต้องลงมาเป็นหัวหน้าพรรคเพราะเกิดความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันในพรรค

ตนเข้าใจทุกคนที่ต้องการความยุติธรรม ต้องการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตนอยากให้ทุกคนได้เท่าๆ กัน และคนที่ไม่ได้ ก็ต้องมีคำตอบว่าเพราะอะไร ย้ำ ขอให้รักกันจริงๆ สามัคคีแ ละรวมเป็นหนึ่งเดียวให้ได้

พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า พลังประชารัฐเป็นพรรคใหญ่ ถ้ายังคงตีกันแบบนี้ มันเสียหาย หากมีความสงสัยก็ให้ถามกันได้

“ผมรักทุกคน รักเท่าๆกันหมด และวันนี้เป็นวันแรกที่ลงนามตั้งรองหัวหน้าพรรคทั้งหมด 10 คน รวมถึงตำแหน่งสำคัญในพรรคอื่นๆ”

พร้อมระบุว่า การแต่งตั้งในวันนี้ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตนมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง หากทำงานไป อยากจะเปลี่ยนแปลง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกที่รักมักที่ชัง แต่งตั้งและพิจารณาด้วยความเหมาะสม

จากนั้น นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ นายทะเบียนพรรค ประกาศรายชื่อรองหัวหน้าพรรค ซึ่งประกอบด้วย

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคด้านอำนวยการและเป็นผู้อำนวยการพรรค
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองหัวหน้าพรรคด้านปฏิบัติการ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคด้านสนับสนุน
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคด้านแผนพัฒนาบุคลากร
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองหัวหน้าพรรคด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองหัวหน้าพรรคด้านข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ
นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคด้านกิจการงานสภา
นายนิพันธ์ ศิริธร รองหัวหน้าพรรคด้านเครือข่ายสัมพันธ์
นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคด้านกฎหมาย
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรคด้านรับเรื่องราวร้องทุกข์

ขณะที่ รองเลขาธิการพรรค ประกอบด้วย
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์

ส่วนรองผู้อำนวยพรรค ประกอบด้วย
นายไผ่ ลิกค์
นายภาคิน สมมิตรธนกุล

โฆษกพรรคพลังประชารัฐ คือ นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ และรองโฆษกพรรค มีจำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ,นางสาวพิมพร พรพฤติพันธุ์ และนางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ