Spring News

ถามตรงๆ กับพี่บิท Bitcast คนถือ Bitcoin ควรคอยต่อไป หรือทำยังไงดี?

By Phatphicha Lerksirinukul

|
19 มิ.ย. 2565 เวลา 3:27 น. 779

กราฟมูลค่า Bitcoin และเหรียญดิจิทัลอื่นๆ ต่ำลงจนน่าใจหาย ในสถานการณ์นี้คงมีคนไทยไม่น้อยใจพังไปแล้ว มาฟังมุมมองและคำแนะนำจาก พี่บิท Bitcast ศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย CEO and Founder at Bit Investment และเจ้าของเพจ FB: thaibitcast กันว่า ควรทำยังไงต่อ

ก่อนถามตรงๆ เรื่องคริปโตร่วงหนักจาก พี่บิท Bitcast หรือ ศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย CEO and Founder at Bit Investment พี่บิทออกตัวก่อนว่า เขารู้จักตลาดคริปโตและลงทุนในตลาดนี้มานาน แต่ไม่ใช่นักเทรดแบบเก็งกำไรอย่างที่หลายๆ คนทำอยู่ ดังนั้น คำแนะนำของเขาอาจไม่ถูกใจ ไม่ถูกหู ถ้าคุณหรือผู้อ่านท่านใดต้องการ "สูตรสำเร็จ"

SPRiNG : ถามตรงๆ คริปโตร่วงหนักขนาดนี้ คนถือ Bitcoin ควรคอยต่อไป หรือทำยังไงดี? 

พี่บิท : ต้องกลับมาดูว่า เราถือด้วยวัตถุประสงค์อะไร เพราะแต่ละคนถือคริปโตด้วยวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป เช่น ถือเพราะหวังผลในระยะยาว จริงๆ แล้วในช่วงราคาแบบนี้ต้องพิจารณาว่า จะซื้อเพิ่มหรือเปล่าด้วยซ้ำ แต่ในกรณีที่บางคนเป็น นักลงทุนระยะสั้น เขาต้องออกตอนที่ราคาเริ่มตก แล้วจะมีหลายคนมากที่เข้าไปซื้อคือ คนที่ถือยาวก็มี คนที่ถือสั้นก็มี พอร์ตการลงทุนก็มีทั้งแบบเน้นปันผล เน้นเติบโต ดังนั้น ต้องดูว่าแผนของตัวเองเป็นยังไง ก็แอ็คชันตามแผนที่ตัวเองทำไว้ เพราะเรื่องพวกนี้ต้องวางแผนก่อนที่จะซื้อ ถ้าเราไม่รู้เรื่องเลย ก็จะไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงในสถานการณ์แบบนี้ 

คำแนะนำที่สำคัญคือ เราต้องมีมายด์เซ็ต มีกลยุทธ์ก่อน เพราะวัตถุประสงค์ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ความชอบของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น คำตอบเดียวจึงไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทุกคน 

SPRiNG : ปัญหาที่แท้อยู่ตรงไหน?

พี่บิท : ถ้าไปดูจากพื้นฐาน ตอนที่ราคาคริปโตขึ้นจะมี คนที่เข้ามาลงทุนโดยไม่ได้เข้าใจว่า มันคืออะไร และสาเหตุที่เข้ามาก็เป็นเพราะ “ราคา” ทีนี้เวลาราคามันลง ก็ไม่ได้เข้าใจว่าลงเพราะอะไร มันจึงเป็นจุดที่ทำให้คนกลุ่มนี้ เหมือนโดนไล่ออกจากตลาด เหมือนธรรมชาติคัดเลือกคนที่จะเข้ามาอยู่ในตลาดนี้ ช่วงนี้จึงเป็นเหมือนช่วงคัดเลือกคน คัดเลือกโปรเจ็กต์ คัดเลือกเหรียญ

ศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย CEO and Founder at Bit Investment

.......................................................................................

Cryptocurrency ได้รับการยอมรับมากขึ้น ดูได้จาก

........................................................................................

SPRiNG : ที่ตลาดคริปโตกำลังวายป่วงอยู่ในตอนนี้ ต้นสายปลายเหตุคืออะไร?

พี่บิท : ปัจจัยที่ทำให้ราคาขึ้นซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่า เป็นเพราะปริมาณเงินที่พิมพ์ออกมาในช่วงที่เกิดโควิด มันเหมือนกับการเป่าลูกโป่ง แล้วตอนนี้ เขาไม่ได้เป่าลูกโป่งแล้ว พอเอาปากออก ลมก็ถูกบีบและไหลออกมา ลูกโป่งก็หดตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น ตอนนี้จึงเป็นเหมือนฟองสบู่หรือลูกโป่งที่มันแตกออกมา แต่ก็มีคนที่ไม่อยากให้มันแตก 

แล้วพอเราเห็นราคาที่มันหดตัวลง เหมือนเงินถูกปรุงแต่งด้วยกลไกทางการเงินเท่านั้นเอง และถ้าเราสังเกตก็จะเห็นว่า ไม่ได้ลงแค่คริปโต หุ้นก็ลง ตลาดอื่นก็ลงหมด จริงๆ แล้วมันเป็นผลจากเรื่องเดียวกัน แต่คริปโตมีสัดส่วนมากหน่อย เพราะมันมีการเก็งกำไรเยอะกว่า มีความผันผวนสูงกว่า ตอนขึ้นก็ขึ้นสุด ตอนลงก็ลงสุด ก็เลยเจ็บหนักกว่า

Photo by Karolina Grabowska | Source : pexels.com

SPRiNG : อยากให้เปรียบเทียบการลงทุนในตลาดคริปโต การลงทุนในตลาดหุ้น กับมุมที่มีคนมองว่า เป็นการพนัน

พี่บิท : จริงๆ แล้ว ผมว่าตลาดหุ้นก็ไม่แพ้กัน แต่ถ้ามองตลาดทุน มันมีข้อมูลให้ดู มีรายงานประจำปี มีอะไรสนับสนุน จึงตัดอารมณ์และความรู้สึกเกี่ยวกับการลงทุนไปได้เยอะ ขณะที่ตลาดคริปโตยังเป็นช่วงหาหลักการ มันยังไม่มีหลักการแบบ Solid (เป็นรูปธรรม) ดังนั้น ต้องรอให้ตลาดสุกงอมมากกว่านี้ เพื่อให้ตัดเรื่องอารมณ์ความรู้สึกออกไปให้ได้ก่อน

เรื่องการพนัน มันก็มีทุกที่แต่มันไม่ใช่ปัญหาของ Asset ปัญหามันอยู่ที่ คนที่เข้าไป เพราะ Asset (สินทรัพย์) มันอยู่ของมันเฉยๆ แต่คนเราต่างหากที่ยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่ได้ อย่าว่าแต่ Bitcoin เลย ฟุตบอลก็พนันกัน ดังนั้น ผมว่าต้องแยกเรื่องกันนะ เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือ ถ้าเหตุที่เราเข้าไปเพราะเล่นการพนัน ผลของการเล่นก็จะออกมาอย่างนั้น

SPRiNG : ถ้าไม่มองแบบการพนัน จังหวะที่ราคาคริปโตดิ่งลงอย่างหนัก เป็นโอกาสในการช้อนซื้อ?

พี่บิท : ผมไม่อยากให้คำตอบเป็นแบบ Financial Advice (คำแนะนำด้านการเงิน) เพราะตลาดคริปโตมีความเสี่ยงสูงมาก ผมขอให้คำแนะนำคนที่จะเข้ามาลงทุนในคริปโตว่า ให้มองเป็นการลงเรียนคอร์สนึงดีกว่า มันจะเป็นสิ่งที่เราทำใจง่ายสุดละ 

คือ เราจ่ายเงินไป ไม่ได้เงินคืนหรอกนะ แต่เราได้ประสบการณ์ ได้ความรู้ ถ้าคิดแบบนี้ เวลาที่จะ Allocate (จัดสรร) เราก็จะแบ่งสัดส่วนการลงทุน จะไม่ขายบ้านขายรถมาซื้อ ผมอยากให้มีมายด์เซ็ตแบบนั้นก่อน 

แล้วถ้าหุ้นตก คนที่เขามีเงินสดและเขาเตรียมแผนไว้ ถึงจุดนี้อาจจะมองว่าต้องเข้าซื้อ คือเราจะไปหาของ Under Value ได้ตอนไหน ถ้าไม่ใช่ช่วงวิกฤต ถ้าราคา Bitcoin ลง เอาส่วนที่เกิน 30% นั่นแหละมาซื้อ ก็ไม่มีทางที่เงินจะหมดพอร์ต แต่เราจะซื้อได้มากได้น้อย แค่นั้นเอง

SPRiNG : มายด์เซ็ตดี แต่บางทีก็รั้งความเสียหายไม่ได้ อย่างเรื่องที่เกิดขึ้นกับเหรียญ LUNA?

พี่บิท : โดยส่วนตัว โลกของ Digital Asset (สินทรัพย์ดิจิทัล) แบ่งออกเป็น 2 ฟาก คือ Bitcoin กับ Altcoin หรือ เหรียญอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Bitcoin ซึ่งวิธีคิดของสองกลุ่มนี้จะคิดคนละแบบ Bitcoin เป็นเหรียญที่ตรงไปตรงมา ส่วนเหรียญอื่นก็จะมีทั้งที่ตั้งใจทำ หรือที่เป็นเหตุสุดวิสัย 

กรณีเหรียญ LUNA อยู่บนโลกของ DeFi (Decentralize Finance หรือ การเงินแบบกระจายศูนย์) ที่นำอัลกอริทึมหรือการเขียนโปรแกรมมาใช้ประโยชน์ แต่ถ้าเรามองกันจริงๆ LUNA ยังอยู่ในขั้นทดลอง แต่คนคิดเป็นจริงเป็นจังว่า มันคือของจริงแล้ว ทั้งที่จริงๆ ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์อะไรเยอะแยะมากมาย แล้วพอมันโดนโจมตี ก็เห็นเลยว่า มันมีปัญหา

ผมอยากให้ทุกคนมีความตระหนักว่า สิ่งที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ก็เหมือนนักวิทยาศาสตร์เจอแร่ธาตุ เขาก็กำลังทดลองว่า แร่ธาตุนี้ทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราทุ่มสุดตัวลงไปตรงนั้นเลยก็เป็นความเสี่ยง เพราะสุดท้ายแล้วมันอาจจะ Commercialize ไม่ได้ คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องระมัดระวังตรงนี้

ถามตรงๆ กับพี่บิท Bitcast  คนถือ Bitcoin ควรคอยต่อไป หรือทำยังไงดี?

SPRiNG : สรุปก็คือ เข้ามาในตลาดคริปโต ต้องเตรียมใจว่าจะต้องเสียเพื่อเรียนรู้ก่อน แต่จะเสียเท่าไหร่นั้นมีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง?

พี่บิท : ต้องบอกว่าเป็นสัดส่วนความสูญเสียที่ยอมรับได้จริงๆ เพราะผมเคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว ขนาดว่าตัดมา 10% ของพอร์ต ถึงจังหวะที่มูลค่ามันลงไป สมมติเงินล้านนึงเหลือแสนนึง เอาจริงๆ ใจคุณก็รับไม่ได้ ตอนตลาดขาขึ้นมันดีหมด แต่พอตลาดมันหด เจอกับตัวเองก็เสียใจ ต้องระวังทั้งมายด์เซ็ตและแผนการลงทุน ต้องวางแผนดีๆ เพราะเรื่องพวกนี้ สุดท้ายแข่งกับความรู้สึกของเราเอง

บางคนไปกู้เงินเขามาเล่น ไม่แนะนำนะครับ การลงทุนแบบนี้มันจะทำให้เราถูกบีบหลายเรื่อง เพราะจะต้องแบกตัวที่เป็นดอกเบี้ย แล้วเราจะโดนบีบสองทาง ไม่ใช่ทางเดียวไง แล้วสุดท้ายถ้าเราเข้าซื้อสะเปะสะปะ มันจะทำให้เราหมดหน้าตัก

ถ้าใครซื้อคริปโตจนหมดแล้ว Struggle (ดิ้นรน) ต้องกลับมาดูวิธีการของเรานะ ไม่ใช่ไปดูว่า Asset นั้นไม่ดี แต่ให้ทบทวนว่า กระบวนการลงทุนของเรา มันไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นหรือเปล่า

SPRiNG : ขอคำแนะนำสำหรับคนที่กระเป๋าฉีกไปแล้ว แต่ก็อยากจะลงทุนในคริปโตต่อ

พี่บิท : คำแนะนำที่บอกได้ เช่น ถ้าราคาเหรียญลง เอากำไรส่วนเกินนั่นแหละมาซื้อ ก็ไม่มีทางที่เงินจะหมดพอร์ต คือผมมองว่า การลงทุนก็เหมือนกับ "ไข่" เรานำไปใส่ในตระกร้าใบเดียวไม่ได้ ผมพูดเสมอนะ ได้ดอกเบี้ยมาแล้วให้นำออกไปที่ระบบอื่นด้วย มันจะไม่บอบช้ำมาก เพราะคุณจะแค่ล้ม อย่าตายในตลาด และจะมีคนออกจากตลาดอีกเยอะ

จริงๆ ผมรู้เรื่องทางเทคนิคเยอะ ไม่ใช่สายเทรด แต่ก็มีคนเข้ามาถามบ่อยว่าควรทำยังไงต่อ ส่วนใหญ่ถามเพราะต้องการสูตรสำเร็จ ซึ่งมันไม่ได้ ต้องถามกลับว่า ได้ทบทวนตัวเองมั้ย ว่ามันถูกต้องหรือยัง มีจุดบกพร่องมั้ย จะปรับปรุงอะไรได้มั้ย แล้วจะรู้ว่าควรจะทำยังไง จะหยุดหรือจะทำยังไงต่อ 

Photo by David McBee | Source : pexels.com

SPRiNG : ในช่วงที่วิกฤตคริปโตกำลังทับซ้อนกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก มีโอกาสหรืออาชีพอื่นๆ ที่ทำได้อีกไหม เช่น ที่ปรึกษาด้านการลงทุนในคริปโต

พี่บิท : ผมว่าอาชีพที่ปรึกษามันก็ยากนะ เราไม่รู้เลยว่า เงินเราจะไปอยู่ตรงไหน อยู่จริงหรือเปล่า มองว่าเอาไปลงทุนในกองทุนยังดีกว่า ส่วนอาชีพ นักพัฒนาที่รับออกแบบให้ระบบใช้กับธุรกิจได้ มันจะมีประโยชน์มากกว่า หรืออาชีพครีเอเตอร์ สร้างสรรค์งานแล้วได้ผลตอบแทน ก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า อย่างงาน NFT ของ Bored Ape Yacht Club มันหลุด Floor Price (ระดับราคาต่ำสุด) งานดีๆ ยังหลุด Floor Price มันจึงเป็นโอกาสหมดแหละ ถ้าคุณหาช่องได้ ไม่ว่าสถานการณ์แบบไหน 

อ้อ...ผมขายฮาร์ดแวร์วอลเล็ตด้วย น่าแปลกที่มีออร์เดอร์เข้ามาเยอะขึ้น คือ มันมีกลุ่มคนที่รอจังหวะราคาตกแล้วซื้อฮาร์ดแวร์วอลเล็ตไปเก็บ เห็นมั้ย...ในตลาดก็จะมีคนที่เก็บแล้วออกจากตลาด กับคนที่มองว่ามันคือโอกาสและเข้ามาตอนที่คนกลัว เราต้องเลือกว่าจะเป็นคนแบบไหน

SPRiNG : ปิดท้ายด้วยมุมมองส่วนตัวของพี่บิทที่มีต่อความอยู่รอดในตลาดคริปโต

พี่บิท : มายด์เซ็ตของผมที่เข้ามาในตลาดคริปโต ผมไม่ได้เข้ามาเพราะหวังรวย แต่ผมเข้ามาเพื่อที่จะสั่งสมความมั่งคั่ง มันต่างกันนะ การที่เราเข้ามาเพราะหวังรวยคือ เราอยากได้เงินคนอื่น แต่ถ้าเราเข้ามาเพื่อสั่งสมความมั่งคั่ง เราจะอดออมของเราเอง มายด์เซ็ตที่ต่างกันตรงนี้จะมีวิธีการที่ต่างกัน

สุดท้าย ผมจึงอยากให้ทบทวนว่า คุณอยากได้อะไรจากตลาดนี้ และเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้เรียนรู้และไม่ย่อท้อ ล้มแล้วลุกก็จะวิ่งได้ครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ