ย้อนรอยคดีดัง ซิ่งชนสยอง

24 ก.ค. 2020 เวลา 8:56 น.

ย้อนรอยคดี ซิ่งชนสยอง กับหลายชีวิตที่ต้องสูญเสียและบทสรุปของคดี 

อุบัติเหตุบนท้องถนน เรียกได้ว่าใครๆก็คงไม่อยากให้เกิดซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากหลายปัจจัยทั้งความประมาทเมาและขับหรือความคึกคะนองทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน จนกลายเป็นข่าวใหญ่ในชั่วข้ามคืน

 

 

1.น.ส.แพรวา ทายาทนามสกุลดัง ได้ขับรถเก๋งซีวิคชนกับรถตู้โดยสาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 9 ศพ สร้างความสะเทือนขวัญให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2553 โดยมี น.ส.แพรวา หรือ แพรวพราว เทพหัสดิน ณ อยุธยา อายุ 17 ปีในขณะนั้น เป็นคนขับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต–อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บนทางยกระดับโทลล์เวย์ขาเข้า ช่วงด้านหน้าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คดีนี้ปล่อยระยะเวลาร่วงเลยนานเกือบ 10 ปี จนครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในอุบัติเหตุครั้งนั้น ออกมาเรียกร้องความาเป็นธรรม เพราะคดีนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีประจักษ์พยานให้การยืนยันการเหตุการณ์ ทั้งผู้โดยสารที่อยู่ในรถตู้และเจ้าหน้าที่ทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ซึ่งขับรถตามหลังมาและเห็นเหตุการณ์ ซึ่งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงเห็นว่าจำเลยมีความผิดจริง ฐานขับขี่รถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี แต่จำเลยให้การนำสืบพยาน เป็นประโยชน์ต่อคดี จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือลงโทษจำคุก 2 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี พร้อมสั่งคุมประพฤติจำเลย 3 ปี และห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ วันที่ 8 พ.ค. 2562 ศาลฎีกาของศาลแพ่งได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย เป็นเงินประมาณ 25 ล้านบาท

 

 

 

2. นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือ หมูแฮม ลูกชายอดีตนางสาวไทยปี 2527 ตกเป็นจำเลยฐานฆ่าผู้ โดยใช้ก้อนหินทุบใบหน้าคนขับรถเมล์สาย 513 จนแตก ก่อนกลับเข้าไปนั่งในรถแล้วขับพุ่งชนผู้โดยสารที่ยืนบนทางเท้าได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต  เหตุไม่พอใจที่รถเมล์ขับปาดหน้าให้หยุดบริเวณปากซอยสุขุมวิท 26 ซึ่งหลังจากที่เกิดเหตุครอบครัวของหมูแฮม ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าเจ้าตัวเป็นผู้ป่วยอาการทางจิต ต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ศาลไม่เชื่อ จึงถือว่ากระทำผิดตามฟ้อง ตัดสินให้จำคุก 15 ปี 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในปี 2552 แต่จำเลยรับสารภาพและให้การเป็นประโยชน์ จึงเห็นควรลดโทษลง 1 ใน 3 เหลือจำคุก 10 ปี 1 เดือน นอกจากนั้น ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เป็นเงิน 8 แสนบาท และ 1 แสนบาท ตามลำดับ และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท แต่ทางครอบครัวได้วางประกัน 5 ล้านบาท จนวันที่ 5 มีนาคม 2556 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ในขณะไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง ให้จำคุก 3 ปี แต่ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 1 เดือน เนื่องจากจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญา แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

 

 

 

 

3.นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์  เจ้าของบริษัท ไทยคาร์บอนแอนด์ การ์ไฟต์ เมาแล้วขับรถเบนซ์สปอร์ตพุ่งชนรถของ พันตำรวจโท จตุพร งามสุวิชชากุล รองผู้กำกับการสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม และนางนุชนาถ ภรรยาเสียชีวิต ส่วนลูกสาวได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อ 12 เมษายน 2562 โดยศาลพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวแต่หลายความผิด จึงลงโทษกรรมหนักสุดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก สั่งจำคุก 6 ปี ปรับ 200,000 บาท แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ สำนึกผิดและไม่เคยมีประวัติต้องโทษมาก่อน ศาลให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 3 ปี ปรับ 1 แสนบาท โทษจำคุกรอลงอาญา 3 ปี ระหว่างนี้ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้งในรอบ 2 ปี รวมทั้งบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ 48 ชั่วโมงในเวลา 1 ปี พร้อมทั้งห้ามดื่มสุรา

โดย นายสมชาย ดูแลค่าไร้อุปการะให้กับมารดาของ พ.ต.ท.จตุพร เป็นเงิน 2.5 ล้านบาท และให้ทางครอบครัวของนางนุชนาถอีก 2.5 ล้านบาท ดูแลเรื่องหนี้สินในบัตรเครดิตให้ทั้งหมดให้ญาติทั้ง2ฝ่าย 5 ล้านบาท ส่วนลูกสาวทั้ง 2 คน จะมีการมอบเงินให้คนละ 15 ล้านบาท และอื่นๆอีกรวมแล้วประมาณ 45 ล้านบาท แต่เนื่องจากทั้งคู่เป็นเยาวชนยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงต้องมีการยื่นเรื่องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้เป็นผู้กำหนดคนดูแลจัดการทรัพย์สินทั้งหมดของเด็กทั้งสองคนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะและจะโอนเงินให้ทันที

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด