ข่าว บันเทิง

เปิดใจ “เปิ้ล หัทยา” ภรรยา และ “เอก ธเนศ” พี่ชาย “ตั้ว ศรัณยู” ก่อนพระราชทานเพลิงศพ

หลังจาก ตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง นักแสดงและผู้กำกับฯชื่อดังที่จากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งตับ สร้างความเสียใจและเศร้าโศกให้กับครอบครัว ญาติพี่น้อง และรวมไปถึงคนในวงการบันเทิงทั้งหลาย ที่เคยได้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

ในวันนี้ 18 มิ.ย. 2563 ได้มีกำหนดพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) ในเวลา 17.00 น. ที่วัดนาคปรก เขตภาษีเจริญ ซึ่งทางครอบครัวก็ได้ทำหนังสือที่ระลึกในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ พร้อมกับหนังสือประวัติและผลงานของ ตั้ว ศรัณยู เพื่อเป็นของแจกให้กับผู้ที่มาร่วมงาน

ซึ่งภายในงานนั้น เปิ้ล หัทยา ภรรยา และ เอก ธเนศ พี่ชายของ ตั้ว ศรัณยู ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการจัดงานและความรู้สึก ณ ตอนนี้

 

การจัดงานนี้มีการเตรียมการอย่างไรบ้าง

เปิ้ล : ต้องบอกว่าเราก็คุยกันว่าวันนี้ควรจะมีอะไรบ้างในเรื่องของตารางเราก็มีเตรียมไว้อยู่แล้วแต่ถ้าในเรื่องของใจก็ใจหาย

เปิ้ล : ต้องบอกว่าพี่ตั้วเค้าจะเป็นคนที่เงียบๆ เวลาที่เค้าทำอะไร เค้าก็จะไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับโลกโซเชียล แต่ว่าเค้ามีผลงานให้เห็น เชื่อว่าเมื่อเค้าจากไป เราก็ได้เห็นคำอำลา คำไว้อาลัย รวมทั้งผลงานต่างๆที่ปรากฏอยู่หลายช่องทาง ทั้งทีวี วิทยุ โลกโซเชียล หรือทางเพื่อนๆที่โทรศัพท์เข้ามา เราก็รู้สึกเหมือนว่าพี่ตั้วยังอยู่ เปิ้ลรู้สึกเหมือนเค้ายังอยู่เลย

เปิ้ล : นานมากเลยทั้งที่ตัวอักษรไม่เท่าไรเพราะเราต้องเขียนอย่างรวดเร็วเพื่อส่งไปให้พี่อั๋นก็ยังบอกเลยว่ามันยากค่ะเพราะว่าถ้าหยดน้ำตามันออกมาเป็นน้ำหมึกหรือดินสอได้มันก็คงจะออกมาเป็นตัวหนังสือเนาะเขียนนานมากจนหนุนกับหนังบอกว่าทำไมใช้เวลาเขียนนานมากแล้วพี่ตั้วเค้าก็ชอบแซวเวลาเปิ้ลเขียนอะไรเค้าก็จะบอกว่าช้ามากเปิ้ลเพราะบางทีเราอาจจะคิดมากก็ได้

เปิ้ล : ตั้งแต่ช่วงเวลาที่พี่จิกได้เขียนเนื้อเพลงนี้ พี่ตั้วบอกว่ามันเป็นเนื้อเพลงที่สั้น แต่ความหมายมันครอบคลุมหมดเลย อาจเป็นเพราะเราคู่กันมาแต่ชาติไหน จะรักเธอรักเธอตลอดไป เป็นลมหายใจของกันและกัน ก็นั่นแหละค่ะความหมายทั้งหมด

เปิ้ล : คือเราก็มองว่าเราอยากทำให้เร็วที่สุดและก็ให้สมบูรณ์ที่สุด ให้เหมือนกับเราให้เวลากับเค้า พรุ่งนี้เก็บอัฐิแล้วอาจไปลอยอังคารเลย มองไว้ว่าเป็นที่เดียวดับคุณแม่ค่ะ ที่สัตหีบ

 

ตอนนี้ลูกสาวทั้งสองคนเป็นยังไงบ้าง

เปิ้ล : อย่างน้องหนังเนี่ยเมื่อตอนที่เค้าอยู่เกาหลีเค้าจะคุยกับพี่ตั้วทุกวันแล้วก็จะโทรศัพท์คุยกันทุกวันอย่างเปิ้ลยังพอท่จเขียนหรือส่งข้อความหากันแต่พี่ตั้วเค้าจะโทรทุกวันความเป็นลูกสาวอ่ะค่ะเค้าห่วงก็ถามถึงทุกวันว่าเป็นยังไงเค้าก็บอกเลยว่าหนังอาจจะเป็นเยอะกว่าหนุนเพราะว่าต่อหน้าคนอื่นเค้าก็อาจจะยิ้มหัวเราะกลับบ้านเค้าก็จะมีคำถามเยอะบางทีก็เลยจะปล่อยลุงให้ลุงช่วยนิดนึง

เวลากลับบ้านไปมันว่างเปล่าไหม

เปิ้ล : มันก็แปลกๆนะ คือมันก็ต้องอึดแหละค่ะ มันก็ต้องบอกกับตัวเอง เรายังมีหนุนหนัง เรายังมีหลาบสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ ก็ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ปล่อยน้ำตาให้มันไหลก็ไหล แล้วก็บอกกับตัวเองว่าเราต้องสู้

ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มีใครในครอบครัวฝันถึงไหม

เปิ้ล : เราอาจจะออกจากวัดด้วยความที่ค่อนข้างจะดึกในทุกวัน นอนก็อาจจะแค่ 2-3 ชั่วโมงหัวถึงหมอนก็ต้องตั้งนาฬิกาปลุกสำหรับวันพรุ่งนี้ต้องมาที่วัดก็ยังไม่ได้ฝันถึงแต่ว่าพูดกับเค้าทุกวันขับรถคนเดียวก็พูดถึงพี่ตั้วเป็นยังไงบ้างอยู่ไหนแล้วเนี่ย

มีละครหรืองานที่ยังค้างอยู่ไหม สานต่อยังไง

เปิ้ล : ตัวเปิ้ลเองก็เป็นผู้จัดที่เคยรวมงานกันมา เรื่องแรกคือ “น้ำพุ” มาจนถึง “สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย” “หลังคาแดง” และภายหลังเห็นว่าพี่ตั้วเค้าเข้าที่แล้วก็แค่เป็นติดต่อประสานงานแล้วปล่อยให้ทีมพี่ตั้วทำ พี่ก็ยังไม่ได้คุยในรายละเอียดลึกๆ แต่ว่างานที่ค้างอยู่ ละครที่ค้างอยู่ เหลืออีกประมาณ 9-10 คิว ก็ได้มีการปรึกษากับพี่แดน-พี่อ๊อฟเหมือนกันว่ายังไงพี่ตั้วอาจจะมผู้กำกับอยู่ในใจบ้างรวมถึงได้คุยกับพี่อ๊อฟบ้างว่าเขายินดีนะก็เดี๋ยวพอเสร็จงานแล้วจะนั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว

เปิ้ล : อย่างที่บอกค่ะว่าพอเราทำงานกันค่อนข้างชัดเจน พี่เปิ้ลก็สายทำเพลง วิทยุ คอนเสิร์ต พี่ตั้วก็ทำละครไป แต่ว่าพี่ตั้วก็ยังช่วยกันในเชิงที่ว่า เพลงนี้ใครร้องดี หรือว่าเปิ้ลรู้จักดาราคนนี้ไหมติดต่อให้หน่อย เปิ้ลว่าเดี๋ยวหลังจากนี้แหละค่ะคงคุยกันกับทีม

ยังมีอะไรที่เราอยากจะทำให้พี่ตั้วไหม

เปิ้ล : จริงๆแล้วช่วงก่อนที่พี่ต้ัวไม่สบายหรือช่วงที่อยู่โรงพยาบาล พี่ตั้วเค้าก็จะคุยกันเสนอไอเดียว่า ทำไมเปิ้ลไม่ทำแบบนี้ล่ะ เค้าก็เห็นว่าพี่เปิ้ลสะสมกางเกงยีนส์เยอะมาก ชอบแต่งตัว ทำไมไม่ไลฟ์ในเรื่องหรือสิ่งที่เราถนัด เค้าก็จะบอกว่าปัจจุบันนี้โลกไปถึงไหนแล้ว เราก็ต้องมาดูตรงนี้ด้วยว่ามันสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน ก็จะคุยกัน

เรื่องของการสานต่อเนี่ย เปิ้ลว่าเราทำให้อยู่แล้วแหละ เพราะว่าเรายังมีน้องหนุนน้องหนังที่เพิ่งจะเรียนจบ ก็คงจะช่วยกันดูแลตรงนี้ และเราก็มีพี่เอก พี่เอกก็กำลังทำหนังอยู่ ก็ช่วยกันทำไปนะ

เอก : ถ้าในส่วนที่จะทำให้ตั้ว ที่รู้สึกว่าจะต้องทำนะ เรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องดูแลหลาน 2 คน หนุนหนังแล้วก็เปิ้ล เป็นสิ่งที่มันรู้สึกได้เลยโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดเลยว่าจะต้องทำอะไรมันก็เลยเป็นขั้นตอนต่อเนื่องว่าจะดูแลยังไง ก็เห็นได้และว่าดูแลยังไงตั้งแต่วันที่ตั้วไป จนกระทั่งถึงเมื่อวานก็เหมือนกัน แต่วันนี้หลานทั้ง 2 ก็บอกว่าหนูคิดถึงพ่ออีกแล้ว เอาหล่ะ เมื่อคิดถึงพ่ออีกแล้ว ก็ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น เราคิดถึงพ่อก็แค่บอกตัวเองว่ากำลังคิดถึงพ่อ พ่อไม่มาเลย เราก็บอกว่าพ่อไม่มาแล้วเพราะพ่อไปสบายแล้วไง จะให้พ่อมาห่วงทำไม ก็คุยแบบน้ และรู้สึกว่าไอแบบนี้เป็นภารกิจหลัก ซึ่งให้เค้าค่อยๆคลายว่าการที่พ่อไม่อยู่ การที่พ่อไม่มาเนี่ย ไม่ได้แปลว่าพ่อไม่รักหรือว่าไม่ห่วง

ในการจัดงานตลอดหลายวันที่ผ่านมา ได้มการคุยกับ ตั้ว ศรัณยู ไหม

เปิ้ล : ทุกๆวันก็จะบอกพี่ตั้วค่ะว่าวันนี้เป็นวันแรกนะ วันนี้เป็นวันที่สองนะ ใครมาบ้างใครเป็นเจ้าภาพ ก็คุยค่ะเหมือนกับคุยมากกว่า คุยตามความรู้สึก วันนี้เจอใคร ใครถามถึงพี่ตั้ว ใครฝากบอกอะไรเป็นพิเศษ นอกเหนือจากนั้นก็คือกลับบ้านก็คือคุยไป ก็เหมือนกับเวลาที่เรารู้สึกว่าเค้ายังอยู่แค่เค้าไม่ตอบเรา

สิ่งแทนใจที่ยังเก็บและรู้สึกถึง

เปิ้ล : จริงๆแล้วทุกอย่างค่ะ ทุกอย่างยังคงอยู่ในใจ ทุกอย่างทั้งเรื่อราวความผูกพัน ความรัก รวมไปถึงบางอย่างที่ดูเหมือนว่าพี่ตั้วเค้าเป็นคนเข้มๆ เค้าก็มีความกุ๊กกิ๊กอะไรของเค้า เค้าก็น่ารักดี ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือกลอนที่เค้าเคยเขียน ก็บอกเสมอว่าเราจากกันแค่ร่างกาย อาจจะไม่ได้มีลมหายใจของพี่ตั้ว แต่ว่าพี่ตั้วอยู่กับเราเสมอ ความรักอยู่ในหัวใจเสมอไม่ได้หายไปไหน จากกันเพียงกายความรักไม่เคยหายไป