svasdssvasds

โลกร้อนสั่นคลอนโลกกาแฟ ผลวิจัยเผย พื้นที่เหมาะสมปลูกกาแฟลดลงผลพวงโลกร้อน

โลกร้อนสั่นคลอนโลกกาแฟ ผลวิจัยเผย พื้นที่เหมาะสมปลูกกาแฟลดลงผลพวงโลกร้อน

คอกาแฟเตรียมรับแรงกระแทก! โลกร้อนทำพื้นที่เหมาะสมปลูกกาแฟลดลง อาจนำไปสู่ตลาดกาแฟที่แคบลงจนราคากาแฟมีราคาสูง เกษตรแนวใหม่ก็เข้าถึงยากเนื่องจากต้นทุนสูง แก้ยังไงดี?

กาแฟเป็นวัตถุดิบผลิตเครื่องดื่มที่สำคัญสำหรับคนทั้งโลก มนุษย์วัยทำงานหลายคนพึ่งพากาแฟเป็นกำลังสำคัญในแต่ละวันเพื่อให้สามารถทำงานได้ในระยะเวลาที่ยาวนานที่สุด แต่ตอนนี้โลกกาแฟกำลังสั่นคลอนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแล้ว เพราะเมื่อไม่นานมานี้นักวิจัยจาก FAO ได้เผยว่า อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นสามารถลดพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟได้ถึง 50%

เมล็ดกาแฟ Cr. Pixarbay แผนที่กาแฟทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปและจะรุนแรงมากขึ้น กาแฟส่วนใหญ่มักปลูกในพื้นที่เขตร้อนชื้น แต่ตลาดกาแฟที่มีผู้บริโภคมากที่สุดคือยุโรป ที่สามารถมีมูลค่ากาแฟหมุนเวียนได้มากถึง 4.58 แสนล้านยูโร ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการปลูกกาแฟกำลังส่งผลร้ายแรง ไม่เพียงแค่เศรษฐกิจระดับประเทศ เช่น เม็กซิโก เอลซัลวาดอร์ นิการากัว บราซิล อินเดีย และมาดากัสการ์ เท่านั้น มันยังทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรายเล็ก 70% ทั่วโลกด้วย

ดร. คริสเตียน บันน์ (Christian Bunn) จากศูนย์นานาชาติเพื่อการเกษตรเขตร้อนให้ความเห็นว่า เกษตรกรรายย่อยจำเป็นต้องลงทุนเพื่อทำการเกษตรทางเลือกเพื่อความอยู่รอดในอนาคต แต่การลงทุนเหล่านั้นมีค่าใช้จ่ายสูงและอาจไม่ส่งผลให้ผลผลิตสูงขึ้นตามความต้องการได้ นี่จึงเราไปสู่การหาทางออกที่ยั่งยืนเพื่อให้คนทั้งโลกสามารถบริโภคกาแฟได้ต่อไป

ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับกาแฟ เพื่อหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก

ในความเป็นจริง เรายังไม่มีทางออกให้สำหรับเรื่องนี้มากขนาดนั้น แต่เราก็มีการวิเคราะห์สำหรับทางออกมาให้ดังนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

การปลูกกาแฟแบบฟาร์มแนวตั้ง ในร่ม เป็นไปได้ไหม?

บรูโน เทเลแมนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชยืนต้นและพืชสวนของ FAO กล่าวว่า ก็จริงอยู่ที่ฟาร์มแนวตั้งในร่วมจะช่วยให้เราทำการเกษตรได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เราสามารถควบคุมทรัพยากรต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น เช่น น้ำ แสงสว่าง อุณหภูมิและลม ในทางเทคนิคแล้ว มีความเป็นไปได้ที่เราจะปลูกกาแฟในเรือนกระจก แต่กระบวนการปลูกเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรายย่อย เนื่องจากกระบวนการเหล่านี้มีต้นทุนสูงแต่ผลผลิตต่ำที่มีให้เพียงปีละครั้งเท่านั้น และอาจขายได้ช้าเนื่องจากอายุเก็บรักษาที่ยาวนาน

ดังนั้น กาแฟอาจไม่เหมาะกับการปลูกในโรงเรือน พืชผลที่เหมาะกับการปลุกพืชแนวตั้งงต้องเป็นพืชผลที่มีมูลค่าสูง สามารถเก็บเกี่ยวได้หลายชนิดต่อไปและขายในตลาดที่มีมูลค่าสูงได้

แล้วระบบไฮโดรโปนิกส์ล่ะ?

Leone Magliocchetti Lombi วิศวกรการเกษตรและผู้เชี่ยวชาญของ FAO กล่าวว่า การปลูกกาแฟด้วนระบบไฮโดรโปนิกส์มีความท้าทายตรงต้องใช้พลังงานสูงและปัญหาการจัดการน้ำให้เหมาะสม อีกทั้งกระบวนการปลูกกาแฟทางเลือกที่กล่าวมาทั้งหมด อาจนำไปสู่การย้ายการผลิตกาแฟไปยังตลาดผู้บริโภคหลักในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาแทน เนื่องจากทุนและกำลังซื้อที่มีมากกว่า

เมล็ดกาแฟแบบคั่วแล้ว Cr. Pixarbay

หมายความว่ากาแฟจะเป็นของผู้มีกำลังซื้อเท่านั้นในอนาคต?

เกษตรกรและนักลงทุนที่มั่งคั่งสามารถจ่ายเงินอุดหนุนต้นทุนของการทำฟาร์มที่มีราคาแพงกว่าได้ เช่น ปุ๋ยทางวิศวกรรมและระบบชลประทานแบบหยด ซึ่งสิ่งนี้จะสามารถช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าสู่ตลาดกาแฟพรีเมียมเฉพาะกลุ่มที่สามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่าซึ่งหากพูดตรง ๆ คือชาวตะวันตกดูเหมือนนจะมีกำลังในการสนับสนุนการเกษตรที่มีต้นทุนสูงมากกว่าผู้บริโภคจากตะวันออก

แล้วเราจะสามารถแก้ไขด้วยการปรับปรุงพันธุ์ให้ต้านโลกร้อนได้ไหม?

Endre Vestvik ผู้ก่อตั้งบริษัทกาแฟ Wild ของยูกันดา เขาเองก็กลัวการเปลี่ยนแปลงนี้และกลัวว่าจะเกิดการล่าอาณานิคมสินค้า แต่ถึงอย่างนั้น เขาจึงอยากสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาที่สามารถคืนผลกำไรกลับสู่ประเทศต้นทางและเกษตรกรได้ แม้จะมีความท้าทายอยู่มากก็ตาม

Endre หวังว่าการพัฒนาพันธุ์เมล็ดกาแฟให้ทนทานต่อสภาพอากาสได้จะเป็นแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน เพื่อให้พืชสามารถทนทานต่อความแห้งแล้ง แมลงศัตรูพืช และความร้อนสูงได้

ไร่กาแฟ Cr. Pixarbay แต่อย่างไรก็ตาม Melvin Medina เจ้าหน้าที่การเกษตรของ FAO ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางนี้ โครงการปรับปรุงพันธุกรรมพืชต้องใช้เวลาหลายปี และกาแฟก็ไม่สำคัญเทียบเท่ากับพืชอื่น ๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่มากกว่า ดังนั้นเธอจึงเสนอแนวทางแก้ไขจากกลางแจ้ง กลางไร่เกษตรแทน

Melvin คิดว่า หนทางสู่การผลิตกาแฟอย่างยั่งยืนจริง ๆ นั้นอยู่ในไร่ นั่นคือการหาต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาและปกป้องต้นกาแฟจากแสงแดดโดยตรง และช่วยให้ปรับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงให้คงที่ได้ตลอดทั้งวัน

ต้นไม้พิเศษเหล่านี้จะช่วยปกป้องต้นกาแฟจากแรงลม และทำให้ดินมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเศษใบไม้จะเป้นปุ๋ยตามธรรมชาติให้แก่กาแฟ รากหยั่งลึกของเมล็ดกาแฟยังช่วยส่งเสริมการแทรกซึมของน้ำฝนให้ลึกยิ่งขึ้น เพื่อให้ต้นกาแฟสามารถเข้าถึงน้ำได้ง่ายยิ่งขึ้น

และหากผสมรวมกับการให้น้ำและปุ๋ยแบบหยดก็สามารถใช้ได้ หรือหากมองหาตัวเลือกอื่น ๆ เช่น ระบบสปริงเกอร์หรือหัวฉีดขนาดเล็กก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตของไร่กาแฟให้กับเกษตรกรได้ และลดต้นทุนได้ด้วย

แล้วคุณล่ะ คิดว่า กระบวนการแก้ปัญหาแบบไหนสามารถปกป้องกาแฟให้ต่อสู่กับโลกร้อนได้อย่างยั่งยืน และคำถามสำคัญ ในขณะที่เรากำลังบริโภคกาแฟกันอย่างสบายใจ ปัญหาการขาดแคลนกาแฟในอนาคต ใครจะเป็นคนริเริ่มแก้ไขบ้าง และจะลงมือทำเมื่อไหร่?

ที่มาข้อมูล

EURONEWS.GREEN

related