
SHORT CUT
จับตา! ซูเปอร์เอลนีโญ ปี2569 จะรุนแรงแค่ไหน แต่.. ไทยก็เปิดเกมรับเร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง
ปี 2569 ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนความเสี่ยงครั้งสำคัญ เมื่อสัญญาณของปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เริ่มชัดเจนมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงกว่าปกติ อาจลุกลามกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม ธุรกิจพลังงาน ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชนในชีวิตประจำวัน
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ผู้เชี่ยวชาญเตือนตรงกันว่า หากไม่เร่งวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ ไทยอาจต้องเผชิญต้นทุนความเสียหายที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางความท้าทายที่กำลังคืบคลานเข้ามา คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะปรับตัวและรับมือกับ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ได้รวดเร็วเพียงใด ก่อนที่วิกฤตครั้งนี้จะทวีความรุนแรงจนยากจะควบคุม
เพื่อเป็นการรับมือจึงทำให้หลายหน่วยงานออกมารับมือ เช่นล่าสุด ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วนในช่วงวิกฤตภัยแล้ง โดยสั่งการให้ กรมทรัพยากรน้ำ ระดมสรรพกำลังลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกินน้ำใช้ สนับสนุนระบบประปาหมู่บ้าน และสำรองน้ำต้นทุนในพื้นที่เสี่ยงอย่างทั่วถึง
โดยฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งการจัดหาน้ำอุปโภคบริโภค การสนับสนุนภาคเกษตร และการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ด่านหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้เร็วที่สุด
‘ธีระชุณ บุญสิทธิ์’ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1–11 ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันทีตามสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำต้นทุนผลิตประปา และช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ
ผลการดำเนินงานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาทิ จังหวัดลำปาง นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ชุมพร กระบี่ และอุบลราชธานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แจกจ่ายน้ำสะอาด และสนับสนุนภารกิจภาคสนามอย่างครบวงจร ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง
ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชนกว่า 43,200 คน พร้อมสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าดับไฟป่าเกือบ 2,000 ขวด สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ลดความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์
พามาดูการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) จัดสัมมนา “Triple Planetary Crisis” เพื่อชวนทุกภาคส่วนร่วมรับมือ 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมสำคัญของโลก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ พร้อมผลักดันการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
ภายในงาน ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า วิกฤตทั้ง 3 ด้านเชื่อมโยงกันโดยตรง และกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการผลักดันแนวคิด Nature Positive ที่ชวนภาคธุรกิจปรับบทบาทจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านเครื่องมือใหม่อย่างคาร์บอนเครดิต การเงินสีเขียว และการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญ ทั้งเป้าหมาย Net Zero 2050, กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลไกราคาคาร์บอน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ไทยแข่งขันได้ภายใต้กติกาเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
เวทีเสวนายังสะท้อนเสียงจากภาคธุรกิจชั้นนำที่เริ่มปรับตัวอย่างจริงจัง ทั้งด้านพลังงาน การเงิน เกษตร และวัสดุก่อสร้าง โดยมุ่งพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
สารสำคัญของงานครั้งนี้ชัดเจนว่า “วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่โจทย์ของโลก แต่คือโจทย์อนาคตเศรษฐกิจไทย” และหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ วิกฤตครั้งใหญ่ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้จริง