
SHORT CUT
รายงานใหม่เตือน กรุงเทพฯ เสี่ยงเป็นมหานครที่ร้อนที่สุดในอาเซียนภายในปี 2050 อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 38.1 องศาฯ และมีวันร้อนจัดแตะ 120 วันต่อปี
กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อรายงานจากศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy) ส่งสัญญาณเตือนระดับภูมิภาคว่า ภายในปี 2050 กรุงเทพฯ มีแนวโน้มกลายเป็นมหานครที่ร้อนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอาจทะลุ 38 องศาเซลเซียส
ข้อมูลในรายงานระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ ในปี 2025 กรุงเทพฯ มี "วันร้อนจัด" (วันที่อุณหภูมิเกิน 35 องศาเซลเซียส) ประมาณ 45 วันต่อปี แต่เมื่อถึงปี 2050 ตัวเลขนี้อาจทะยานขึ้นเป็น 120 วันต่อปี นั่นหมายความว่าชาวกรุงเทพฯ ต้องทนรับมือกับช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัดยาวนานขึ้นเกือบ 3 เท่า ขณะที่อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายวันจะขยับขึ้นเป็น 38.1 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงขึ้นเกือบ 5 องศาเซลเซียสเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2000 ที่ผ่านมา
.
เมื่อนำไปเทียบกับเมืองเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ใน สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) กรุงเทพฯ ถูกคาดการณ์ว่าจะรั้งอันดับหนึ่งของเมืองที่มีอุณหภูมิสูงสุดในปี 2050 โดยสูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด:
• นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม): 37.7 องศาเซลเซียส
• กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์): 37.2 องศาเซลเซียส
• กรุงกัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย): 36.9 องศาเซลเซียส
• จาการ์ตา (อินโดนีเซีย) และ สิงคโปร์: 36.1 องศาเซลเซียส
สภาพอากาศที่สุดขั้วระดับนี้จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
วิกฤตการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เท่านั้น แต่ยังถูกเร่งด้วยการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง โดยเฉพาะ ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) โครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนยางมะตอยและอาคารคอนกรีตจะทำหน้าที่ดูดซับความร้อนในเวลากลางวัน และคายความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ข้อมูลจากศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ใจกลางเมืองที่แออัดอาจมีอุณหภูมิสูงกว่าชานเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวถึง 3 องศาเซลเซียส
ความร้อนระอุนี้คุกคามชีวิตและสุขภาพของประชาชนโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด (Heatstroke) ปัญหาการนอนหลับ และบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของกลุ่มแรงงานกลางแจ้งที่มีมากกว่า 1.3 ล้านคนในกรุงเทพฯ
ในมิติของค่าครองชีพ 90% ของประชาชนระบุว่าต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 10-50% ในช่วงคลื่นความร้อนปกคลุมเมือง ปรากฏการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในชุมชนแออัดที่ขาดแคลนระบบระบายอากาศ ซ้ำร้าย การที่คนเมืองพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากขึ้น กลับยิ่งปล่อยความร้อนทิ้งออกสู่นอกอาคาร สร้างวงจรอุบาทว์ที่ทำให้เมืองยิ่งร้อนระอุขึ้นไปอีก
ผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนเตือนว่านโยบายตั้งรับในปัจจุบันยังตามไม่ทันวิกฤต ดร.พีรนันท์ โตวชิราภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายประเมินความเสี่ยงและภูมิสารสนเทศ ADPC เสนอให้ผู้กำหนดนโยบายมองความร้อนเป็น "ภัยพิบัติ" ไม่ใช่แค่ฤดูกาล และควรเร่งสร้างศูนย์พักพิงความเย็น (Cooling Shelters) ทั่วเมือง
ขณะที่ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ย้ำว่าการขยายและรักษา "พื้นที่สีเขียว" เป็นยุทธศาสตร์ที่ลงทุนต่ำแต่ได้ผลลัพธ์สูง
ท้ายที่สุด รายงานสรุปว่าทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการบังคับใช้การออกแบบอาคารแบบ "เย็นตามธรรมชาติ" (Passive Cooling) เช่น การเพิ่มระบบระบายอากาศ การใช้ร่มเงาไม้ และสีสะท้อนความร้อน ซึ่งเทคนิคเหล่านี้สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 35-70% ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการจูงใจทางภาษีและปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคารอย่างเร่งด่วนที่สุด
ที่มา : The Straits Times
ข่าวที่เกี่ยวข้อง