
จบปัญหาแดดไม่มี ลมไม่พัด! ฟินแลนด์กำลังประดิษฐ์ 'แบตเตอรี่ทราย' นวัตกรรมกักเก็บพลังงานสะอาด ใช้ความร้อนเป็นพลังงานโดยไม่ต้องเผาให้โลกร้อน ราคาถูก ยั่งยืนกว่าเดิม
ในขณะที่โลกกำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด และแม้ว่าสหรัฐอเมริกา ที่นำโดย โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามแหกทุกข้อจำกัด เพื่อได้มาซึ่งพลังงานฟอสซิล สวนทางกับนานาประเทศ
อย่างไรก็ตาม พลังงานสะอาด ยังคงมีช่องโหว่ที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามแก้มาตลอด คือ ‘ความไม่แน่นอนของธรรมชาติ’ เมื่อเราไม่สามารถสั่งแดดให้ออกตอนกลางคืน หรือสั่งลมให้พัดแรงได้ตลอดเวลา ดังนั้น ‘ระบบกักเก็บพลังงาน’ จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นพลังงานของโลกได้
รายงาน Livescience เผยว่า ประเทศฟินแลนด์ ดินแดนแห่งนวัตกรรมสีเขียว กำลังแอบซุ่มประดิษฐ์ตัวช่วยที่ว่า พวกเขาไม่ได้มองหาแร่ธาตุหายากราคาแพงมาทำแบตเตอรี่ แต่กำลังมองกลับไปยังสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดอย่าง ‘ทราย’ จนเกิดนวัตกรรมที่เรียกว่า แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery) ที่กำลังถูกจับตามองทั่วโลก
ทรายอาจดูเป็นวัสดุธรรมดา ที่หลายคนมองข้าม แต่ในเชิงวิศวกรรมพลังงาน ทรายมีคุณสมบัติที่โดเด่นคือ ‘ทนทานต่อความร้อนสูง’ และ ‘สามารถกักเก็บความร้อนได้ยาวนาน’
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เราใช้ในมือถือหรือรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีราคาแพง มีอายุการใช้งานที่จำกัด และมีประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ แต่ ‘ทราย’ นั้นกลับมีอยู่ทุกที่ ราคาถูก และไม่มีวันเสื่อมสภาพจากการชาร์จซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลักการของแบตเตอรี่ทรายไม่ใช่การเก็บประจุไฟฟ้าในรูปแบบเคมี แต่เป็นการเก็บในรูปของ ‘พลังงานความร้อน (Thermal Energy Storage)’ โดย
บริษัท Polar Night Energy ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีนี้ ได้สร้างความตื่นเต้นครั้งใหม่ที่เมือง Pornainen โดยสร้างแบตเตอรี่ทรายขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 10 เท่า (ความจุ 100 MWh) และที่น่าสนใจคือ พวกเขาใช้สบู่หินบด ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมเตาผิงมาเป็นวัสดุกักเก็บความร้อนแทนทรายทั่วไปด้วย ถือเป็นการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนที่ยอดเยี่ยม
ประเทศไทย ในฐานะเมืองร้อน ที่มีคลังแสงอาทิตย์เยอะ แน่นอนว่าได้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ทรายเต็ม ๆ และอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าเมืองหนาว
แบตเตอรี่ทรายคือทางเลือกหนึ่งของนวัตกรรมที่พยายามเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนของธรรมชาติ และยังพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า นวัตกรรมเปลี่ยนโลกไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เพียงแค่เข้าใจธรรมชาติและรู้จักนำสิ่งที่อยู่รอบตัวมาใช้อย่างชาญฉลาด
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมนี้ยังคงมีความท้าทายเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพในภาพรวม แม้ทรายจะเป็นวัสดุราคาถูก แต่การเปลี่ยนความร้อนกลับมาเป็นไฟฟ้านั้นยังมีการสูญเสียพลังงานสูงกว่าแบตเตอรี่เคมีหลายเท่าตัว นักวิจารณ์จึงมองว่าแบตเตอรี่ทรายอาจเหมาะกับการเป็นระบบ 'สำรองพลังงานระยะยาว' หรือใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการความร้อนโดยตรงมากกว่าจะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักเพียงอย่างเดียว