svasdssvasds

คราบน้ำมันจากเรือรบอิหร่านที่ถูกโจมตี คุกคาม 'ระบบนิเวศ' ในอ่าวเปอร์เซีย

คราบน้ำมันจากเรือรบอิหร่านที่ถูกโจมตี คุกคาม 'ระบบนิเวศ' ในอ่าวเปอร์เซีย

คราบน้ำมันจากเรือบรรทุกโดรนที่ถูกเครื่องบินรบของสหรัฐฯ โจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ กำลังลอยเข้าใกล้พื้นที่สงวนชีวมณฑลฮารา ป่าชายเลนสำคัญของภูมิภาค อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามอ่าว

SHORT CUT

  • เรือบรรทุกโดรน "ชาฮิด บาเกรี" ของอิหร่านถูกโจมตีโดยเครื่องบินรบสหรัฐฯ ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงรั่วไหลลงสู่อ่าวเปอร์เซีย
  • คราบน้ำมันกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก คุกคามพื้นที่สงวนชีวมณฑลฮารา ซึ่งเป็นระบบนิเวศป่าชายเลนที่สำคัญ
  • การรั่วไหลครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสัตว์ทะเลหายาก เช่น นกอพยพและเต่าทะเล รวมถึงวิถีชีวิตของชุมชนประมง
  • อิหร่านยังไม่สามารถเริ่มดำเนินการทำความสะอาดคราบน้ำมันได้ เนื่องจากยังคงเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง

คราบน้ำมันจากเรือบรรทุกโดรนที่ถูกเครื่องบินรบของสหรัฐฯ โจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ กำลังลอยเข้าใกล้พื้นที่สงวนชีวมณฑลฮารา ป่าชายเลนสำคัญของภูมิภาค อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามอ่าว

การวิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียม แสดงให้เห็นว่า คราบน้ำมันจากเรือชาฮิด บาเกรี เรือบรรทุกโดรนของอิหร่านที่รั่วไหลออกมากำลังเป็นภัยคุกคามจากการปนเปื้อนเข้าไปยังหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่กำลังสร้างความเสี่ยงต่อวิถีชีวิตของชุมชนในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย

เรือชาฮิด บาเกรี เริ่มพบการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงหนักในน่านน้ำของอิหร่านใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซหลังตกเป็นเป้าการโจมตีจากเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่วันแรก นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล ผนึกกำลังเปิดฉากถล่มอิหร่าน

เนื่องด้วยอิหร่านยังคงถูกโจมตีอย่างหนัก จึงยังไม่สามารถเริ่มดำเนินการทำความสะอาดคราบน้ำมันได้ และคราบน้ำมันดังกล่าวได้ค่อย ๆ ลอยไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าไปยังพื้นที่สงวนชีวมณฑลฮารา ป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดตามแนวชายฝั่งของอ่าวเปอร์เซีย

เรือชาฮิด บาเกรีลำนี้ได้รับการระบุว่าเป็นหนึ่งในเรือที่มีความสำคัญเชิงหลักการมากที่สุดของกองทัพเรืออิหร่าน เดิมเป็นเรือบรรทุกตู้สินค้าที่ได้รับการดัดแปลงให้มีรันเวย์สั้นสำหรับการปล่อยโดรน และคาดการณ์ว่า ปริมาณเชื้อเพลิงบนเรือจึงน่าจะมีอยู่เป็นจำนวนมาก

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า เรือลำนี้มีพิสัยเดินทางได้ถึง 22,000 ไมล์ทะเล และสามารถปฏิบัติการได้ยาวนานถึง 1 ปีโดยไม่ต้องแวะเติมเชื้อเพลิง

เรือลำนี้ที่ถูกเครื่องบินรบของกองทัพสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ได้เกยตื้นอยู่ในน่านน้ำตื้น ทางตอนกลางของช่องแคบคูห์ราน (Khuran Strait) ช่องแคบเล็ก ๆ ที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยา ระหว่างแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านและเกาะเกชม์ (Qeshm Island)

จากข้อมูลของ ทิม ริชาร์ดส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจระยะไกลด้วยดาวเทียม ซึ่งเกษียณจากวงการแล้วและเป็นหนึ่งในนักวิเคราะห์หลายคนที่กำลังติดตามการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมัน ระบุว่า ณ วันที่ 18 มีนาคม คราบน้ำมันได้เคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางประมาณ 16 ไมล์ (ราว 25 กิโลเมตร) มุ่งหน้าไปยังพื้นที่สงวนชีวมณฑลฮารา พร้อมเสริมว่า นี่อาจเป็นเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยามากที่สุดในภูมิภาคนับตั้งแต่สงครามอ่าว 

อย่างไรก็ตาม กระแสน้ำวนเป็นวงกลมที่ไหลเวียนรอบช่องแคบที่เรือลำนี้จอดอยู่ ทำให้คราบน้ำมันเคลื่อนตัวค่อนข้างช้า

การไหลเวียนของกระแสน้ำ คือ น้ำจะไหลเข้าสู่อ่าวจากทางตอนเหนือของช่องแคบ มาจากมหาสมุทรอินเดีย จากนั้นก็ไหลผ่านช่องแคบคูหราน ซึ่งเป็นจุดที่เรือเกยตื้นอยู่และเป็นที่ตั้งของป่าชายเลน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มโดยรวมที่น้ำจะเคลื่อนไปทางตะวันตก แม้ว่ากระแสน้ำขึ้นลงจะเคลื่อนไปมาก็ตาม

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ฝนที่ตกลงมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ดูเหมือนจะพัดพาตะกอนลงสู่ช่องแคบ และคราบน้ำมันก็เริ่มผสมกับตะกอนเหล่านั้น และอีก 1 วันต่อมา ดูเหมือนว่าคราบน้ำมันจะลอยไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจเดินทางไปไกลกว่านั้นมาก เนื่องจากความเร็วของกระแสน้ำที่ไหลผ่านช่องแคบบริเวณเมืองบันดาร์โพล (Bandar Pol) และการไหลบ่าของกระแสน้ำจากเหตุการณ์ฝนตกเมื่อวันที่ 27 มีนาคม

ผลกระทบต่อพื้นที่สงวนชีวมณฑลฮารา ระบบนิเวศสำหรับนกอพยพและเต่าทะเลใกล้สูญพันธุ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึง ปลาและจำพวกกุ้งกั้งปู อาจรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากชุมชนประมงในภูมิภาคนี้พึ่งพาทะเลในการดำรงชีพแทบทั้งหมด

เหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลครั้งนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่ใหญ่ที่สุดของอ่าวเปอร์เซียในปัจจุบันเท่านั้น เนื่องจากในช่วงเริ่มต้นของสงคราม สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดจมเรืออิหร่านหลายลำ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำเพื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ด้าน วิม ซไวเนนบูร์ก นักวิเคราะห์ด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังรวบรวมฐานข้อมูลเหตุการณ์ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมจากสงคราม กล่าวว่า ได้บันทึกเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลขนาดเล็ก 3 ครั้งนอกชายฝั่งของอิรักและคูเวต รวมทั้งอีกหนึ่งเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจากเรือคอนเทนเนอร์ที่จมลงในทะเล

นอกจากนี้ การโจมตีด้วยตอร์ปิโดของสหรัฐต่อเรือรบไอริส เดนา เรือรบของอิหร่าน นอกชายฝั่งศรีลังกาก็ส่งผลทำให้เกิดน้ำมันรั่วไหลเช่นกัน ซึ่งในกรณีนั้นเจ้าหน้าที่ศรีลังกาจัดการควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอาจเลวร้ายลงได้อีก เนื่องจากหากยังมีการยิงโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือบรรทุกสารเคมีต่อไป ในจุดหนึ่งก็จะสร้างหายนะครั้งใหญ่หากเกิดความผิดพลาด ดังนั้น โดยทั่วไปแล้ว การยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เรือบรรทุกน้ำมันและเรือบรรทุกสารเคมีจึงเป็นความคิดที่ไม่ดี แต่ทิ้งท้ายว่า จนถึงตอนนี้ สิ่งแวดล้อมยังคงหลีกเลี่ยงภัยพิบัติครั้งใหญ่จากการโจมตีเหล่านี้มาได้

ที่มา : The Guardian

related