ทำไมชาวปราจีนบุรีไม่เอา EEC ? บทเรียนจากการเปิดบ้านรับกากมลพิษของทุนต่างชาติ

ทำไมชาวปราจีนบุรีไม่เอา EEC ? บทเรียนจากการเปิดบ้านรับกากมลพิษของทุนต่างชาติ

"หยุดขยาย EEC มาบ้านเรา" นี่คือการยื่นคำขาดของคนปราจีนบุรี ที่ไม่ต้องการให้รัฐยกที่ดินคนไทยให้กับชาวต่างชาติพร้อมทิ้งกากพิษอุตสาหกรรมไว้ให้คนท้องถิ่น

SHORT CUT

  • คนปราจีนบุรีรวมพลัง 11,207 รายชื่อยื่นคัดค้านขยาย EEC พร้อมจี้ทวงสิทธิในการกำหนดทิศทางพัฒนาบ้านเกิดของตนเองกับนายกอนุทินฯ
  • แฉบทเรียนมลพิษจาก 3 จังหวัด EEC เดิมที่ยังแก้ไม่ตก เผชิญวิกฤตลักลอบทิ้งกากขยะพิษสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เกิดมลพิษทางอากาศ น้ำมันรั่วไหลในทะเล และชาวบ้านเสี่ยงโรคร้ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย
  • ความกังวลปราจีนฯ ถูกบีบเป็น "ถังขยะพิษหลังบ้าน" การเปลี่ยนผังเมืองและการดึงปราจีนบุรีเข้า EEC อาจเป็นเพียงการโยนภาระรองรับกำจัดของเสียและขยะอุตสาหกรรมจากพื้นที่หลักมาไว้ที่นี่
  • เสี่ยงกระทบป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และแย่งชิงน้ำ ภาคอุตสาหกรรมต้องการใช้น้ำมหาศาล จนนำไปสู่แผนสร้างเขื่อนรุกรานพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทำลายระบบนิเวศต้นน้ำ และซ้ำเติมปัญหาขัดแย้งคนกับช้างป่า
  • เงื่อนปมรายงานวิจัยขาดความโปร่งใสและนายทุนกว้านซื้อที่ดิน มีการปิดบังข้อมูลฉบับจริงก่อนเสนอ กพอ. อีกทั้งยังเสี่ยงทำราคาที่ดินพุ่งจนเกษตรกรท้องถิ่นสูญเสียที่ทำกินให้นายทุน

"หยุดขยาย EEC มาบ้านเรา" นี่คือการยื่นคำขาดของคนปราจีนบุรี ที่ไม่ต้องการให้รัฐยกที่ดินคนไทยให้กับชาวต่างชาติพร้อมทิ้งกากพิษอุตสาหกรรมไว้ให้คนท้องถิ่น

“คุณยอมแลกป่ามรดกและสายน้ำบริสุทธิ์ กับโรงงานขยะพิษของทุนต่างชาติหรือเปล่า?”

คำถามใหญ่ที่กำลังดังสนั่นจากหัวใจของคนปราจีนบุรีกว่า 11,000 ชีวิต ที่ออกมารวมพลังส่งเสียงถึงรัฐบาลว่า “หยุดขยาย EEC มาบ้านเรา!” เพราะบทเรียนจากมลพิษในพื้นที่เดิม… ชี้ชัดว่าสิ่งแวดล้อมกำลังถูกซ้ำเติมจนรับไม่ไหวแล้ว

ทำไมชาวปราจีนบุรีไม่เอา EEC ? บทเรียนจากการเปิดบ้านรับกากมลพิษของทุนต่างชาติ

EEC (Eastern Economic Corridor) คือโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐ ที่ต้องการยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2561 ครอบคลุม 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

บทเรียนจาก 3 จังหวัดในเขตพื้นที่ EEC

แต่หลังจากบังคับใช้ไปได้ไม่นาน ชาวบ้านในพื้นที่ องค์กรภาคประชาสังคมและหน่วยงานสิ่งแวดล้อม ได้พบผลกระทบร้ายแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ EEC อาทิ

ภาคตะวันออกกลายเป็นพื้นที่ที่มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและขยะพิษสูงสุดในประเทศ

  • โดยมีสถิติการเรียกร้อง/พบเหตุการณ์ในพื้นที่ EEC สูง ระยอง 43 ครั้ง, ชลบุรี 35 ครั้ง และฉะเชิงเทรา 19 ครั้ง  
  • มีการขยายตัวของโรงงานกำจัด/รีไซเคิลของเสีย (ประเภท 105 และ 106) เอื้อให้เกิดขบวนการกลุ่มทุนสีเทาที่รับกำจัดกากขยะในราคาถูก และนำไปแอบฝังกลบตามพื้นที่เกษตรกรรมและป่าชุมชน ส่งผลให้ดินเป็นกรด-ด่าง สารเคมีรั่วซึมลงแหล่งน้ำใต้ดิน จนพืชผลเกษตรแห้งตาย

โรงงานปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำชุมชน

วิกฤตมลพิษทางอากาศและสุขภาพชุมชน

  • บริเวณรอบนิคมอุตสาหกรรม (เช่น นิคมฯ มาบตาพุด จ.ระยอง) พบปัญหาการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน
  • ข้อมูลทางสุขภาพสะท้อนว่า ประชาชนในพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมบางจุดมีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งและระบบทางเดินหายใจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งประเทศ

การแย่งชิงทรัพยากรน้ำและภัยคุกคามมรดกโลก

  • ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้น้ำมหาศาล ส่งผลให้เกิดโครงการผันน้ำและการสร้างอ่างเก็บน้ำ/เขื่อนเพิ่มเติม
  • ในหลายพื้นที่ น้ำถูกจัดสรรไปให้ภาคอุตสาหกรรมก่อนภาคการเกษตร นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำบางแห่งยังรุกรานพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าต้นน้ำและเพิ่มความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า

หายนะมลพิษทางทะเลและชายฝั่ง

  • พื้นที่ชายฝั่งทะเลระยองและชลบุรีต้องเผชิญกับเหตุการณ์ น้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเลหลายครั้ง (เช่น ปี 2565 ที่มาบตาพุด และปี 2566 ที่ศรีราชา) ซึ่งสร้างความเสียหายเรื้อรังต่อระบบนิเวศชายฝั่ง สัตว์น้ำ และอาชีพประมงพื้นบ้าน

น้ำมันดิบรั่วในทะเลระยองปี 2022 Cr. AFP

ช่องว่างทางกฎหมายและการกลืนที่ดินของทุนต่างชาติ

  • ผังเมือง EEC เอื้อให้นักลงทุนกว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่ ส่งผลให้ราคาที่ดินพุ่งสูง เกษตรกรท้องถิ่นสูญเสียที่ดินทำกิน
  • แม้จะมี ‘กองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก’ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่ในทางปฏิบัติ ประชาชนในพื้นที่กลับเข้าถึงการชดเชยและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้น้อยมาก

จาก 3 จังหวัด EEC ถึงปราจีนบุรี

'ปราจีนบุรี' เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่กำลังถูกพิจารณาให้เป็นส่วนหนึ่งของ EEC เนื่องจากรัฐมองว่า 3 จังหวัดเดิมเริ่มหนาแน่น ราคาที่ดินพุ่งสูง ทำให้ปราจีนฯ  ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นจังหวัดที่ใกล้เคียง มีราคาที่ดินต่ำกว่า เดินทางสะดวก แถมยังเป็นประตูเชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออกกับภาคอีสาน

ในมุมมองของรัฐ การขยาย EEC คือ ‘การกระจายความเจริญและดึงดูดเงินลงทุน’ แต่ในมุมของเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ กลับมองว่าเป็นการ ‘ผลักภาระมลพิษ แย่งชิงทรัพยากรน้ำ และกระทบผืนป่ามรดกโลก’ ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง พร้อมแนวร่วมภาคประชาชน ได้เข้ายื่น 11,207 รายชื่อ ตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อเรียกร้องให้ยุติการขยายพื้นที่ EEC เข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี หลังพบว่า กพอ. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทำไมชาวปราจีนบุรีไม่เอา EEC ? บทเรียนจากการเปิดบ้านรับกากมลพิษของทุนต่างชาติ

คนปราจีนไม่เอา EEC

คนในพื้นที่ได้สะท้อนประเด็นที่น่าหวาดกลัวของมลพิษและสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับ 3 จังหวัดเดิมใน EEC เครือข่ายปราจีนเขมแข็งจึงมีข้อกังวลและข้อเรียกร้องดังนี้

  • ขาดความโปร่งใสในรายงานผลการศึกษา

รายงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำขึ้นอย่างเร่งรีบ และปิดบังฉบับจริงไม่ให้ประชาชนในพื้นที่ตรวจสอบก่อนเสนอ กพอ. เมื่อทวงถามจนได้รายงานมาตรวจ พบข้อมูลผิดพลาด ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่หลายประการ

  • หวั่นปราจีนบุรีกลายเป็น "ถังขยะพิษ" รองรับ EEC

หลังปี 2560 ผังเมืองเปลี่ยน เอื้อให้โรงงานกำจัดขยะ โรงหลอม และโรงงานประเภท 105 และ 106 ผุดขึ้นจำนวนมาก ทำให้ปราจีนฯ สุ่มเสี่ยงถูกบีบให้กลายเป็น "หลังบ้าน EEC" เพื่อรองรับและกำจัดของเสียพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก โดยไร้การเยียวยาที่เป็นธรรม

  • บทเรียนมลพิษจาก 3 จังหวัด EEC เดิมยังแก้ไม่ตก

พื้นที่ EEC เดิม (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) ยังเจอปัญหากากอุตสาหกรรม โรงงานเถื่อน มลพิษ ขยะพิษ และกลุ่มนอมินีเรื้อรัง หากปัญหากระทบเดิมยังแก้ไขไม่ได้ การขยายพื้นที่มาปราจีนฯ จะเป็นการย้ายและเพิ่มมลพิษไปยังพื้นที่ใหม่

  • กฎหมาย EEC ลดทอนสิทธิชุมชน เอื้อทุนสีเทา

กลไกกฎหมายพิเศษของ EEC เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน จนอาจสร้างมลพิษและกระทบสิทธิชุมชน โดยที่ชาวบ้านมีอำนาจต่อรองน้อย ต้องแบกรับต้นทุนผลกระทบ แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับตกอยู่กับกลุ่มนายทุน

ทำไมชาวปราจีนบุรีไม่เอา EEC ? บทเรียนจากการเปิดบ้านรับกากมลพิษของทุนต่างชาติ

  • เสี่ยงเสียที่ดินทำกินจากการเก็งกำไร

เมื่อราคาที่ดินใน EEC เดิมพุ่งสูง นายทุนเริ่มกว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่ในปราจีนฯ ซึ่งยังมีราคาต่ำกว่า หากประกาศเป็นพื้นที่ EEC จะยิ่งเร่งให้ที่ดินเปลี่ยนมือจากเกษตรกรท้องถิ่นไปสู่นายทุน กระทบความมั่นคงในที่ดินทำกินระยะยาว

  • แย่งชิงทรัพยากรน้ำและคุกคามป่ามรดกโลก

ความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมนำไปสู่แผนสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำเพิ่มในเขตอุทยานฯ เขาใหญ่–ทับลาน ซึ่งนอกจากไม่ตอบโจทย์เกษตรกรอย่างแท้จริงแล้ว (ดังเช่นกรณีเขื่อนห้วยโสมงที่ชลประทานยังไม่ทั่วถึง) ยังทำลายป่าต้นน้ำ มรดกโลกดงพญาเย็น–เขาใหญ่ และซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า (คนกับช้าง)

  • ปราจีนบุรีมีศักยภาพพัฒนาด้านอื่นโดยไม่อิงอุตสาหกรรม

จังหวัดมีต้นทุนสูงด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และป่าต้นน้ำ จึงไม่ควรถูกบีบให้โตด้วยอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว และไม่ควรตั้งต้นจากแนวคิดให้ประชาชนเสียสละทรัพยากรเพื่อแลกกับความเจริญที่ไม่ทั่วถึง

ดังนั้น การยื่นรายชื่อคัดค้านนับหมื่นกว่ารายชื่อนั้น ก็เพื่อย้ำว่า คนในพื้นที่มีสิทธิในการกำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิด และต้องได้รับข้อมูลที่โปร่งใส การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องไม่แลกทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และวิถีชีวิตชุมชนเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

related