
SHORT CUT
"หยุดขยาย EEC มาบ้านเรา" นี่คือการยื่นคำขาดของคนปราจีนบุรี ที่ไม่ต้องการให้รัฐยกที่ดินคนไทยให้กับชาวต่างชาติพร้อมทิ้งกากพิษอุตสาหกรรมไว้ให้คนท้องถิ่น
“คุณยอมแลกป่ามรดกและสายน้ำบริสุทธิ์ กับโรงงานขยะพิษของทุนต่างชาติหรือเปล่า?”
คำถามใหญ่ที่กำลังดังสนั่นจากหัวใจของคนปราจีนบุรีกว่า 11,000 ชีวิต ที่ออกมารวมพลังส่งเสียงถึงรัฐบาลว่า “หยุดขยาย EEC มาบ้านเรา!” เพราะบทเรียนจากมลพิษในพื้นที่เดิม… ชี้ชัดว่าสิ่งแวดล้อมกำลังถูกซ้ำเติมจนรับไม่ไหวแล้ว
EEC (Eastern Economic Corridor) คือโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐ ที่ต้องการยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2561 ครอบคลุม 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา
แต่หลังจากบังคับใช้ไปได้ไม่นาน ชาวบ้านในพื้นที่ องค์กรภาคประชาสังคมและหน่วยงานสิ่งแวดล้อม ได้พบผลกระทบร้ายแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ EEC อาทิ
'ปราจีนบุรี' เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่กำลังถูกพิจารณาให้เป็นส่วนหนึ่งของ EEC เนื่องจากรัฐมองว่า 3 จังหวัดเดิมเริ่มหนาแน่น ราคาที่ดินพุ่งสูง ทำให้ปราจีนฯ ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นจังหวัดที่ใกล้เคียง มีราคาที่ดินต่ำกว่า เดินทางสะดวก แถมยังเป็นประตูเชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออกกับภาคอีสาน
ในมุมมองของรัฐ การขยาย EEC คือ ‘การกระจายความเจริญและดึงดูดเงินลงทุน’ แต่ในมุมของเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ กลับมองว่าเป็นการ ‘ผลักภาระมลพิษ แย่งชิงทรัพยากรน้ำ และกระทบผืนป่ามรดกโลก’ ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง พร้อมแนวร่วมภาคประชาชน ได้เข้ายื่น 11,207 รายชื่อ ตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อเรียกร้องให้ยุติการขยายพื้นที่ EEC เข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี หลังพบว่า กพอ. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
คนในพื้นที่ได้สะท้อนประเด็นที่น่าหวาดกลัวของมลพิษและสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับ 3 จังหวัดเดิมใน EEC เครือข่ายปราจีนเขมแข็งจึงมีข้อกังวลและข้อเรียกร้องดังนี้
รายงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำขึ้นอย่างเร่งรีบ และปิดบังฉบับจริงไม่ให้ประชาชนในพื้นที่ตรวจสอบก่อนเสนอ กพอ. เมื่อทวงถามจนได้รายงานมาตรวจ พบข้อมูลผิดพลาด ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่หลายประการ
หลังปี 2560 ผังเมืองเปลี่ยน เอื้อให้โรงงานกำจัดขยะ โรงหลอม และโรงงานประเภท 105 และ 106 ผุดขึ้นจำนวนมาก ทำให้ปราจีนฯ สุ่มเสี่ยงถูกบีบให้กลายเป็น "หลังบ้าน EEC" เพื่อรองรับและกำจัดของเสียพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก โดยไร้การเยียวยาที่เป็นธรรม
พื้นที่ EEC เดิม (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) ยังเจอปัญหากากอุตสาหกรรม โรงงานเถื่อน มลพิษ ขยะพิษ และกลุ่มนอมินีเรื้อรัง หากปัญหากระทบเดิมยังแก้ไขไม่ได้ การขยายพื้นที่มาปราจีนฯ จะเป็นการย้ายและเพิ่มมลพิษไปยังพื้นที่ใหม่
กลไกกฎหมายพิเศษของ EEC เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน จนอาจสร้างมลพิษและกระทบสิทธิชุมชน โดยที่ชาวบ้านมีอำนาจต่อรองน้อย ต้องแบกรับต้นทุนผลกระทบ แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับตกอยู่กับกลุ่มนายทุน
เมื่อราคาที่ดินใน EEC เดิมพุ่งสูง นายทุนเริ่มกว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่ในปราจีนฯ ซึ่งยังมีราคาต่ำกว่า หากประกาศเป็นพื้นที่ EEC จะยิ่งเร่งให้ที่ดินเปลี่ยนมือจากเกษตรกรท้องถิ่นไปสู่นายทุน กระทบความมั่นคงในที่ดินทำกินระยะยาว
ความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมนำไปสู่แผนสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำเพิ่มในเขตอุทยานฯ เขาใหญ่–ทับลาน ซึ่งนอกจากไม่ตอบโจทย์เกษตรกรอย่างแท้จริงแล้ว (ดังเช่นกรณีเขื่อนห้วยโสมงที่ชลประทานยังไม่ทั่วถึง) ยังทำลายป่าต้นน้ำ มรดกโลกดงพญาเย็น–เขาใหญ่ และซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า (คนกับช้าง)
จังหวัดมีต้นทุนสูงด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และป่าต้นน้ำ จึงไม่ควรถูกบีบให้โตด้วยอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว และไม่ควรตั้งต้นจากแนวคิดให้ประชาชนเสียสละทรัพยากรเพื่อแลกกับความเจริญที่ไม่ทั่วถึง
ดังนั้น การยื่นรายชื่อคัดค้านนับหมื่นกว่ารายชื่อนั้น ก็เพื่อย้ำว่า คนในพื้นที่มีสิทธิในการกำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิด และต้องได้รับข้อมูลที่โปร่งใส การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องไม่แลกทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และวิถีชีวิตชุมชนเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน