มีผลแล้ว! ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง

มีผลแล้ว! ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง

‘นกกรงหัวจุก’ ถูกนำชื่อออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เปิดทางเพาะเลี้ยง - ซื้อขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ชุมชน

SHORT CUT

  • กฎกระทรวงมีผลบังคับใช้ปลดล็อก ‘นกปรอดหัวโขน’ หรือ ‘นกกรงหัวจุก’ ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ทำให้ประชาชนสามารถเพาะเลี้ยงและซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมาย
  • การปลดล็อกมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้
  • แม้จะถูกกฎหมายแล้ว แต่กรมอุทยานฯ ยังคงมีมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันการลักลอบจับนกจากธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและจัดทำระบบตรวจสอบที่มา

‘นกกรงหัวจุก’ ถูกนำชื่อออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เปิดทางเพาะเลี้ยง - ซื้อขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ชุมชน

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวง กำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 สาระสำคัญคือการปลดล็อก ‘นกปรอดหัวโขน’ หรือ ‘นกกรงหัวจุก’ ให้พ้นจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อเปิดทางให้ประชาชนสามารถเพาะเลี้ยงและซื้อขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

มีผลแล้ว! ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า การปลดล็อกในครั้งนี้ถือเป็นของขวัญจากกระทรวงฯ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยปรับสถานะทางกฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่มีประเพณีผูกพันกับการเลี้ยงและแข่งขันนกกรงหัวจุกมาอย่างยาวนาน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนวิถีชาวบ้านให้กลายเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มุ่งยกระดับสู่อุตสาหกรรมสัตว์เศรษฐกิจอย่างเสรีและโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม รมว.ทส. ได้กำชับให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วางมาตรการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบดักจับนกกรงหัวจุกจากธรรมชาติอย่างเข้มงวด

มีผลแล้ว! ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง

ทางด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ได้ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติร่วมกับผู้บริหารในพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้ว โดยย้ำว่าแม้จะปลดล็อกตามกฎกระทรวง แต่ทางกรมฯ ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการปราบปรามการจับนกป่าจากธรรมชาติอย่างเด็ดขาด โดยเปิด 3 มาตรการหลักในการบริหารจัดการ ได้แก่:

  • ส่งเสริมการเพาะเลี้ยง: ผลักดันระบบการเพาะพันธุ์นกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้ให้ผู้เลี้ยงอย่างแท้จริง
  • ทำฐานข้อมูลและเครื่องหมาย: พัฒนาระบบติดตามและจัดทำเครื่องหมายประจำตัวนก เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างโปร่งใส
  • ป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ: เฝ้าระวังการปล่อยนกเลี้ยงคืนสู่ป่าที่อาจส่งผลเสียต่อการตัดแต่งพันธุกรรมทางธรรมชาติ พร้อมติดตามประชากรนกในป่าอย่างใกล้ชิด

กรมอุทยานฯ ยืนยันเจตนารมณ์ในการดำเนินงานภายใต้เป้าหมาย “คนอยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง ธรรมชาติอยู่รอด” โดยขอความร่วมมือจากกลุ่มและเครือข่ายผู้เลี้ยงนกทุกภาคส่วน ให้ร่วมมือกันปกป้องนกในธรรมชาติควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่อไป

related