svasdssvasds

Recount : การ 'นับคะแนนใหม่' หนังฉายภาพ ‘รอยร้าว’ ของประชาธิปไตย

Recount  : การ 'นับคะแนนใหม่' หนังฉายภาพ ‘รอยร้าว’ ของประชาธิปไตย

Recount : เมื่อหนัง ฉายภาพ ‘รอยร้าว’ ของประชาธิปไตย การ 'นับคะแนนใหม่' และบทเรียนจาก 537 คะแนนที่เปลี่ยนผู้นำประเทศสหรัฐฯ

ในโลกภาพยนตร์ การเมืองมักถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของการชิงไหวชิงพริบ หักเหลี่ยมเฉือนคม หรืออุดมการณ์ที่ร้อนแรง แต่สำหรับหนัง เรื่อง Recount จากช่อง HBO ที่ออกอากาศครั้งแรกในปี 2008 กลับทำหน้าที่ที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันเปรียบเสมือนการ "X-ray" ระบบประชาธิปไตยที่เราเชื่อว่าแข็งแกร่ง ให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างภายในที่ซ่อนอยู่

ผลงานการกำกับของ เจย์ โรช และเขียนบทโดย แดนนี สตรอง เรื่องนี้ ไม่เพียงกวาดรางวัลเอมมีและลูกโลกทองคำมาครองจากฝีมือการแสดงของเควิน สเปซีย์ และลอรา เดิร์น แต่มันยังทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของสหรัฐอเมริกา หน้าที่ว่าด้วยการต่อสู้แย่งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่ง ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ อัล กอร์ ในปี 2000 

Recount  : เมื่อหนัง ฉายภาพ ‘รอยร้าว’ ของประชาธิปไตย การ 'นับคะแนนใหม่' และบทเรียนจาก 537 คะแนนที่เปลี่ยนผู้นำประเทศสหรัฐฯ  Credit ภาพ AFP

นับคะแนนใหม่ 

เนื้อหาของ Recount พาเราย้อนกลับไปในวันที่ 7 พฤศจิกายน ปี 2000 วันเลือกตั้งที่ควรจะเป็นบทสรุปของระบอบประชาธิปไตย แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ 'ความโกลาหล' นาน 36 วัน

หนังเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครจริงในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่การตัดสินใจของ อัล กอร์ ที่โทรศัพท์ไปขอถอนคำยอมแพ้ต่อ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 8 พฤศจิกายน หลังพบว่าคะแนนในรัฐฟลอริดานั้นสูสีกันเกินกว่าจะตัดสินได้ ไปจนถึงการต่อสู้ของทีมกฎหมาย การกดดันทางการเมืองต่อ แคเธอรีน แฮร์ริส เลขาธิการรัฐฟลอริดา และบทบาทของสื่อมวลชนที่รายงานผลกลับไปกลับมาจนสร้างความสับสนไปทั่วโลก

แต่สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นย้ำ และเป็นความจริงที่เกิดขึ้น คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง (Infrastructure failure) ที่ถูกฉาบหน้าด้วยเรื่องราวทางการเมือง

Recount  : การ 'นับคะแนนใหม่' หนังฉายภาพ ‘รอยร้าว’ ของประชาธิปไตย

 537 คะแนนชี้ชะตาสหรัฐฯ 

เหตุการณ์จริงในปี 2000 นั้น ฟลอริดาคือสนามรบการเมืองที่ตัดสินทุกอย่าง กฎหมายของรัฐระบุว่า หากส่วนต่างคะแนนของผู้แพ้และผู้ชนะห่างกันไม่ถึง 0.5% จะต้องมีการ 'นับคะแนนใหม่' (Recount) โดยอัตโนมัติ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช มีคะแนนนำ อัล กอร์ เพียงแค่หลักพัน และลดลงเหลือหลักร้อยในเวลาต่อมา

ความวุ่นวายไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ "เครื่องมือ" ในการนับ ประเด็นที่โด่งดังที่สุดคือบัตรเลือกตั้งแบบเจาะรู (Punch Card) ที่กลายเป็นฝันร้ายของระบอบประชาธิปไตย

Butterfly Ballot: บัตรเลือกตั้งที่ออกแบบมาสับสน จนทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากที่ตั้งใจเลือก อัล กอร์ เผลอไปเจาะรูให้ผู้สมัครคนอื่น
Hanging Chad: เศษกระดาษที่เจาะไม่ขาด ซึ่งกลายเป็นปัญหาโลกแตก เมื่อเครื่องนับคะแนนอ่านค่าไม่ได้ แต่เมื่อมานับด้วยมือ มนุษย์ต้องมานั่งตีความว่า รูที่เจาะไม่ทะลุ รูที่มีรอยบุ๋ม หรือเศษกระดาษที่ห้อยต่องแต่งนั้น... นับเป็น 1 คะแนนหรือไม่?

คะแนนเสียงกว่า 6 ล้านเสียงในฟลอริดา ในเวลานั้น ถูกตัดสินด้วยบัตรที่มีปัญหาเหล่านี้ และท้ายที่สุด ตัวเลขมหัศจรรย์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกคือ 537 คะแนน ส่วนต่างที่ทำให้ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว

เมื่อตุลาการกลายเป็นผู้กำหนดเกม

สิ่งที่ หนัง Recount และหน้าประวัติศาสตร์จารึกไว้ตรงกัน คือการที่สนามเลือกตั้งถูกย้ายจากคูหาไปสู่ "ศาล"

เมื่อทีมของ อัล กอร์ เรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ด้วยมือในเขตที่มีปัญหา ศาลสูงสุดของรัฐฟลอริดาเห็นชอบด้วย แต่ทีมกฎหมายของบุช นำโดย เจมส์ เบเกอร์ ไม่ยอมแพ้ และยื่นเรื่องไปถึงศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court)

วันที่ 12 ธันวาคม 2000 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินด้วยมติเฉียดฉิว 5 ต่อ 4 สั่งให้ 'ยุติการนับคะแนนใหม่' โดยให้เหตุผลว่าการนับคะแนนด้วยมือที่ไม่มีมาตรฐานเดียวกันในแต่ละเขต เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญในเรื่องความเท่าเทียม (Equal Protection Clause)

คำตัดสินนี้เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาด มันยุติความหวังของ อัล กอร์ และส่งมอบตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 43 ให้กับบุช ท่ามกลางข้อกังขาที่ว่า ตุลาการศาลสูงซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรครีพับลิกัน ได้ทำหน้าที่ "เลือก" ประธานาธิบดีแทนประชาชนหรือไม่

 รอยร้าวของระบบ: คำถามที่ยังดัง 

แม้เหตุการณ์จะผ่านไปกว่า 20 กว่าปีแล้ว  และเทคโนโลยีการเลือกตั้งจะเปลี่ยนจากบัตรเจาะรูมาเป็นระบบดิจิทัล แต่สาระสำคัญจากหนัง Recount และเหตุการณ์ปี 2000 ยังคงทิ้งคำถามที่ใหญ่กว่าผลแพ้ชนะ

หนังเรื่องนี้และประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้ชี้ว่าใครคือคนโกง แต่กำลังบอกเราว่า ระบบที่เราไว้วางใจนั้นเปราะบางเพียงใด

ประชาธิปไตยไม่ได้ทำงานโดยอัตโนมัติ: มันไม่ใช่แค่การหย่อนบัตรแล้วจบ แต่คือกระบวนการทางวิศวกรรม กฎหมาย และการจัดการ หากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ล้มเหลว เจตนารมณ์ของประชาชนก็อาจบิดเบี้ยวได้

ความยุติธรรมบนความเหลื่อมล้ำ: การที่ศาลสั่งหยุดนับคะแนนเพื่อรักษา "ความเท่าเทียม" ทางกฎหมาย แต่แลกมาด้วยการทิ้ง "ความจริง" (คะแนนที่แท้จริงในบัตร) คือย้อนแย้ง (Paradox) ที่น่าเจ็บปวด

ความเชื่อมั่นคือหัวใจ: ระบบประชาธิปไตยไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเลข แต่ดำรงอยู่ได้ด้วย "ความเชื่อถือ" (Trust) หากประชาชนไม่เชื่อมั่นในระบบการนับ ไม่เชื่อมั่นในความเป็นกลางของศาล ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งก็จะไร้ความหมาย

ประชาธิปไตยไม่ใช่ "ของตาย" หรืออนุสาวรีย์ที่มั่นคงถาวร แต่มันเปรียบเสมือน "ซอฟต์แวร์" ที่ต้องการการอัปเดต แก้ไขบั๊ก (Bug) และตรวจสอบตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดทางเทคนิค หรือช่องโหว่ทางกฎหมาย มาปล้นเจตจำนงของประชาชนไปได้ แม้เพียง 0.01% ก็ตาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

related