svasdssvasds

เมื่อการจัดวิ่ง มาราธอนกลายเป็นเทศกาล (City Festival) ที่ขับเคลื่อนโลกได้

เมื่อการจัดวิ่ง มาราธอนกลายเป็นเทศกาล (City Festival) ที่ขับเคลื่อนโลกได้

"ลมหายใจของเมือง": เมื่อมาราธอนกลายเป็นเทศกาล (City Festival) ที่ขับเคลื่อนโลก ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม (Civic Pride) ได้อย่างมหาศาล

ในอดีต ถนนในมหานครใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรถยนต์ การจราจร และการขนส่ง แต่มีเพียงไม่กี่วันในรอบปีที่ตรรกะของเมืองจะถูกพลิกกลับด้าน ถนนที่เคยวุ่นวายถูกปิดลง และแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าของมนุษย์นับหมื่น

ข้อมูลล่าสุดจาก World Marathon Majors (WMM) และกรณีศึกษาที่น่าจับตามองอย่าง Sydney Marathon มาราธอนเมเจอร์รายการน้องใหม่หมาดๆ  กำลังบอกเราว่า งานวิ่งระดับโลกไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬา (Sporting Event) อีกต่อไป แต่มันได้วิวัฒนาการไปสู่การเป็น "เทศกาลของเมือง" (City Festival) งานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม (Civic Pride) ของคนในเมืองไปตลอดกาล

คำถามสำคัญคือ แล้วทำไมการปิดเมืองวิ่งจึงทำให้เมือง "มีชีวิต" มากกว่าเดิม และมีประโยชน์ในหลากหลายด้าน 

1. ขุมพลังเศรษฐกิจ: เมื่อถนนกลายเป็นเหมืองทองคำ

สิ่งที่ผู้คนมองไม่เห็นเบื้องหลังเส้นชัย คือเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกอัดฉีดเข้าสู่เส้นเลือดฝอยของเมือง การจัดงานเพียงหนึ่งวันสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) ได้มากกว่าอุตสาหกรรมหลายประเภททำทั้งปี

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุด พบตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าตกใจ

เมื่อการจัดวิ่ง มาราธอนกลายเป็นเทศกาล (City Festival) ที่ขับเคลื่อนโลกได้  Credit ภาพ AFP

World Marathon Majors (6 สนามหลักเดิม : นิวยอร์ก,บอสตัน ,ชิคาโก้ , โตเกียว , เบอร์ลิน , ลอนดอน ): สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9.4 หมื่นล้านบาท) ต่อปี

Chicago Marathon (2024): ทำลายสถิติด้วยการสร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 683 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ไม่ได้ตกลงที่ผู้จัดงาน แต่กระจายไปสู่โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท้องถิ่น

New York City Marathon: ครองแชมป์แบรนด์มาราธอนที่มีมูลค่าสูงสุดที่ประมาณ 292 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Boston Marathon: สร้างเงินหมุนเวียนในเมืองระหว่าง 200 - 509 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024

นอกจากเม็ดเงิน คือเรื่องของ "ปากท้อง" งานเหล่านี้คือผู้สร้างงานตัวจริง ตัวอย่างเช่น ชิคาโกมาราธอนเพียงงานเดียว ก่อให้เกิดการจ้างงานเทียบเท่าการจ้างงานเต็มเวลา (Full-time jobs) ถึง 4,589 ตำแหน่ง

เมื่อการจัดวิ่ง มาราธอนกลายเป็นเทศกาล (City Festival) ที่ขับเคลื่อนโลกได้  Credit ภาพ AFP
 

2. ถนนแห่งความหลากหลาย: พื้นที่ที่ทุกคนมีตัวตน

จุดเด่นที่ทำให้มาราธอนในเมืองใหญ่แตกต่างจากสนามกีฬาปิด คือการเปลี่ยนถนนให้เป็น "เวทีประชาธิปไตย" ที่โอบรับความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม

Chicago Marathon เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการถักทอสังคม (Social Fabric) เส้นทางวิ่งถูกออกแบบให้ตัดผ่าน 29 ย่านชุมชน (Neighborhoods) ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

จากย่าน Chinatown ที่คึกคัก
สู่ย่าน Pilsen ของชุมชนชาวเม็กซิกัน
ผ่าน Boystown ซึ่งเป็นย่านสัญลักษณ์ของกลุ่ม LGBT

ในขณะที่ New York City Marathon ได้รับฉายาว่า "The World's Biggest Block Party" เพราะเส้นทางวิ่งผ่าน 5 เขต (Boroughs) ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงสุด มีผู้ชมกว่า 2 ล้านคน ออกมายืนหน้าบ้านตัวเองเพื่อเชียร์คนแปลกหน้า เปลี่ยนถนนหน้าบ้านให้เป็นปาร์ตี้ของชุมชน

3. Civic Pride: ความภูมิใจในบ้านของฉัน

ความสำเร็จของงานวิ่งไม่ได้วัดกันที่สถิติเวลาของนักวิ่ง elite แต่วัดกันที่ความรู้สึกของ "คนในเมือง"

Boston (Boston Strong): การจัดงานตรงกับวัน Patriots' Day ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ทำให้ชาวเมืองกว่า 500,000 คน ออกมามีส่วนร่วมได้โดยไม่ต้องลางาน กลายเป็นงานกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในภูมิภาค New England และเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งของเมือง

London (The Charity Festival): ลอนดอนสร้างเอกลักษณ์ด้วยการเป็นสนามที่ระดมทุนเพื่อการกุศลสูงที่สุดในโลก ทำให้ชาวเมืองรู้สึกว่างานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนบ้าพลัง แต่เป็นกลไกที่ช่วยสังคมได้จริงผ่าน London Marathon Foundation

Sydney ล่าสุดเพิ่งยกระดับสู่การเป็น Major สนามที่ 7 ซิดนีย์เลือกใช้สัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดคือการ ปิดสะพาน Sydney Harbour Bridge ให้คนวิ่ง เป็นการประกาศเชิงสัญลักษณ์ว่า ในวันนี้ เมืองและแลนด์มาร์คสำคัญที่สุด "เป็นของประชาชนและนักวิ่ง"

4. พลังของคนตัวเล็ก: อาสาสมัครคือหัวใจ

หากนักวิ่งคือเลือดที่สูบฉีด อาสาสมัครก็คือหัวใจที่คอยปั๊มให้งานเดินหน้า สถิติจำนวนอาสาสมัครสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการมีจิตสาธารณะ:

Chicago: ระดมอาสาสมัครได้กว่า 12,000 คน
Boston: มีอาสาสมัคร 9,900 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นทีมแพทย์ถึง 1,600 คน
Tokyo: โดดเด่นที่สุดในแง่คุณภาพ ด้วยวัฒนธรรม "Volun-tainment" ที่ปลูกฝังให้เด็กนักเรียนและคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมด้วยความมีระเบียบวินัยและจิตวิญญาณแห่งการบริการ (Omotenashi)

เมื่อเมืองถูกปลุกให้ตื่น

จากข้อมูลทั้งหมด ข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดคือ มาราธอนระดับโลกไม่ใช่แค่กิจกรรมสันทนาการ แต่เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเมืองผ่าน 3 กลไกสำคัญ:

Economic Engine: เครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่กระจายรายได้สู่ฐานราก
Social Fabric: ด้ายที่ร้อยเรียงผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างย่าน ให้มายืนอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน
Civic Pride: การสร้างความรู้สึกหวงแหนและภูมิใจในบ้านเกิด

ขณะที่ ประเทศไทย มีความพยายามยกระดับเมือง  ให้คนมีส่วนรวม  ให้รู้สึกถึง "เทศกาลของเมือง" (City Festival) จากงานต่างๆ ที่เห็นได้ชัด ทั้ง บุรีรัมย์ มาราธอน , บางแสน มาราธอน ร่วมถึงที่เพิ่งจัดจบสิ้นกันไปอย่าง ATM Amazing Thailand Marathon Bangkok ซึ่งเชิญ เอเลียด คิปโชเก้ นักวิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับโลก จากการเป็นมนุษย์คนแรกที่วิ่งมาราธอนต่ำกว่า 2 ชั่วโมง  มาร่วมวิ่งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว 

และเมื่อเสียงปืนปล่อยตัวดังขึ้น มันจึงไม่ใช่แค่สัญญาณของการเริ่มวิ่ง แต่เป็นสัญญาณของการเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์ และพลังของเมืองที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้น

ที่มา : marathon.tokyo bmw-berlin-marathon londonmarathonfoundation  umass bankofamerica worldmarathoner

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related