
SHORT CUT
เจาะลึกเทรนด์ 'Soft Life' เมื่อ Gen Z หันหลังให้วัฒนธรรม 'Hustle Culture' เลือกโอบกอดความสุขเรียบง่าย เน้นสุขภาพจิตและการใช้ชีวิตช้าลง ท่ามกลางโลกที่กดดัน
เมื่อความสำเร็จไม่ได้วัดที่ 'ความเหนื่อย' อีกต่อไป
ภาพแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่าง กาแฟหอมกรุ่น เทียนหอมที่ถูกจุด และหนังสือเล่มโปรด โดยปราศจากเสียงแจ้งเตือนงาน นี่คือภาพตัวแทนของ 'Soft Life' เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในหมู่ Gen Z บน TikTok และ Instagram
ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสแฟชั่น แต่เป็นการปฏิเสธค่านิยมดั้งเดิมที่เคยมองว่า 'คนขยันต้องทำงานหนักจนตัวตาย'
เดิมทีเทรนด์นี้ก่อตัวขึ้นในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ชาวไนจีเรีย ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลกในฐานะการโต้กลับวัฒนธรรม 'Hustle Culture' หรือการบ้างานแบบถวายหัว ซึ่งเป็นค่านิยมหลักของคนรุ่นมิลเลนเนียลที่เชื่อในการปีนไต่เต้าและความสำเร็จแบบ 'Girlboss'
แต่สำหรับ Gen Z พวกเขามองต่างออกไป Stephanie O’Dea ผู้เขียนหนังสือ Slow Living ชี้ว่า คนรุ่นนี้ไม่อยากมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อทำงาน พวกเขาต้องการ 'ใช้ชีวิต' จริงๆ ทั้งการไปเที่ยว สังสรรค์ และดูแลตัวเอง
เพราะพวกเขาตระหนักแล้วว่า การทุ่มเททำงานหนักในยุคนี้ ไม่ได้การันตีความมั่นคงหรือการมีบ้านเป็นของตัวเองได้เหมือนรุ่นพ่อแม่ ดังนั้น 'การมีความสุขกับปัจจุบันจึงสมเหตุสมผลกว่า'
แม้คอนเซปต์จะดูสวยหรู แต่ในความเป็นจริง Stephanie Koh หญิงสาววัย 21 ปี สะท้อนมุมมองว่า Soft Life สำหรับหลายคนเป็นเพียง 'ช่วงเวลาสั้นๆ' แห่งการพักใจท่ามกลางความเครียดจากงาน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้ทั้งหมด เพราะเงื่อนไขทางเศรษฐกิจยังบีบบังคับให้ต้องดิ้นรน
ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง Asli Yu นักศึกษามหาวิทยาลัยมองว่า บางครั้งคำว่า 'Soft Life' ก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการ 'หนีปัญหา' หรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
แต่ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่ไม่ใช่สัญญาณของความเกียจคร้าน แต่เป็นการ 'ตั้งใจ' ที่จะดูแลสุขภาพจิตไม่ให้เกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้มีแรงใช้ชีวิตในระยะยาวต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่า หากต้องการสัมผัสวิถี Soft Life ที่แท้จริง ต้องกล้าที่จะ 'วางมือถือ' และอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนโดยไม่ต้องบันทึกภาพ เพราะความสุขที่แท้จริงมักเกิดขึ้นในเวลาที่เราไม่ต้องพิสูจน์มันให้ใครเห็น
ที่มา : parents