Spring News

รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกอาจต้องรอไปก่อน หลังสงครามพาต้นทุนผลิตแพง

08 มี.ค. 2565 เวลา 5:41 น. 158

สงครามยูเครน-รัสเซีย ทำราคาวัสดุในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูง ส่อแววทำให้รถราคาถูกอาจต้องรอไปก่อน

หนึ่งในความฝันของ อีลอน มัสก์ ซีอีโอ ของ Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ คือ การทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาถูกและจับต้องได้ แต่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้ราคาวัสดุในการผลิตอย่าง นิกเกิล , ลิเธียม และวัสดุอื่น ๆ มีราคาพุ่งสูงขึ้น

Gregory Miller นักวิเคราะห์ที่ Benchmark Mineral Intelligence มองว่า การพุ่งขึ้นของวัสดุที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าส่งผลให้การลดต้นทุนส่วนที่แพงที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแบตเตอรี่ชะลอตัวลง และอาจราคาสูงไปจนกว่ากำลังการผลิตจะกลับสู่สภาวะปกติ ทั้งเหตุจากการระบาดของโควิด-19 และ สงคราม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันจันทร์(7 มี.ค. 65)ที่ผ่านมา ราคาของ นิกเกิล และ อลูมิเนียม พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความกังวลต่อสงครามที่เกิดขึ้น เพราะรัสเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลหะ 2 ชนิดนี้ ส่วนลิเธียม ราคาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปลายปีที่แล้ว เนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นในระยะเวลาอันสั้นจนเกินกำลังการผลิต

ทั้งนี้ บริษัททำเหมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ชื่อ Nornickel เป็นผู้ผลิตโลหะนิกเกิล ที่มีความบริสุทธิ์เหมาะสมในการทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า คิดเป็น 20% ของผู้ผลิตโลหะชนิดนี้ทั่วโลก

ด้านอีลอน มัสก์ ออกมาทวิตผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “ผมเกลียดที่จะบอกว่า เราต้องเพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทันที”

  • ทำไมรถยนต์ไฟฟ้ายังต้องพึ่งพาน้ำมันในปัจจุบัน

แม้รถยนต์ไฟฟ้าเมื่ออกจากโรงงานมาถึงมือผู้บริโภคจะไม่ต้องใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อน แต่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ยังคงเป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าเพื่อประกอบรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ การยุติการส่งก๊าซธรรมชาติของรัสเซียไปยังยุโรปจะทำให้ราคาไฟฟ้าแพงขึ้นในภูมิภาคดังกล่าว

อ่าน : รัสเซีย หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติให้ยุโรป

การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ อาจทำให้คนหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่การส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกยังคงช้ากว่าที่มีการคาดการณ์ไว้

ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 9% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปีที่แล้ว และบริษัทที่ปรึกษา AlixPartners คาดว่าส่วนแบ่งดังกล่าวจะแตะ 24% ภายในปี 2573

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่น ๆ ก็มีการอาศัยช่วงเวลาที่รถยนต์ไฟฟ้าขาดตลาดในการขึ้นราคาและขูดรีดค่าอะไหล่ราคาแพงจากผู้บริโภค จึงเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่เป็นที่นิยมมากนักในระดับโลก

อ้างอิง [1] [2]

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ