
SHORT CUT
ความรักของแฟนคลับยิ่งใหญ่ขนาดไหน ชวนคุยกับโปรเจกต์แฟนไทย ที่เนรมิตรพื้นที่สนามราชมังให้กลายเป็นกล่องความทรงจำของเหล่า EXO และ EXO-L
หากย้อนกลับไปเมื่อ 13 ปีก่อน กับเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่มาพร้อมกับสโลแกน “WE ARE ONE” สำหรับบางคนที่ได้ยินก็คงจะคิดว่าเป็นเพียงสโลแกนธรรมดาของศิลปินเกาหลีกลุ่มหนึ่ง แต่สำหรับแฟนคลับคนหนึ่งแล้ว คำว่า “WE ARE ONE” คือคำสัญญาที่ว่า EXO และ EXO-L คือหนึ่งเดียวกัน
ตลอดระยะเวลา 13 ปีนานพอที่จะทำให้ชีวิต ทัศนคติของใครหลายคนเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ในหัวใจและกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย คือคำว่า EXO จากเด็กมัธยมที่แบกกระเป้าไปโรงเรียน ห้อยพวงกุญแจที่มีภาพถ่ายของ EXO ฟังเพลงของเขาวนไปในหูซ้ำๆ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ความหมาย ทั้งเพลงและศิลปินอยู่กับเราในวัยที่เหนื่อยล้าไปจนถงวันที่เรามีความสุขที่สุด กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเราโดยไม่รู้ตัว พอก้าวเข้าสู่วัยทำงานที่ต้องเผชิญกับโลกความจริง หลายสิ่งรอบตัวเริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา เศษเสี้ยวความทรงจำบางอย่างของเราถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ความฝันบางอย่างถูกหลงลืมไป แต่เมื่อใดที่ได้ยินคำว่า “WE ARE ONE” ก็ราวกับไทม์แมชชีนที่พาเรากลับไปตกหลุมรักพวกเขาอีกเป็นซ้ำๆ
ระยะเวลา 13 ปี นานพอที่เด็กมัธยมคนหนึ่งเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่
13 ปี นานพอที่จะทำให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งพร้อมเผชิญกับโลกความจริง
และ 13 ปี นานมากพอที่ทำให้ผู้ใหญ่หนึ่งคนสร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง
การเดินทางตลอด 13 ปีของ EXO และ EXO-L ที่ไม่เคยได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลายคนที่ผ่านเข้ามาอาจจะรับรู้ได้ว่า EXO คือวงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากนับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก แต่ใครจะรู้ว่า กว่าจะผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งตัว EXO และ EXO-L ผ่านอะไรมามากมายเช่นเดียวกัน
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและบททดสอบอันยิ่งใหญ่ที่เหล่าแฟนคลับต่างรอคอยให้ศิลปินที่รักได้กลับมารวมกลุ่มกัน เมื่อความคิดถึงที่เฝ้านับรอวันที่จะได้ยินคำว่า “WE ARE ONE, EXO” จากเป็นปี กลายเป็นสองปี จากสองปีกลายเป็นหลายปีที่ทำได้แค่มองพวกเขาผ่านหน้าจอ ถึงแม้ว่าจะมีเมมเบอร์แต่ละจะมีจัดแฟนมีตในฐานะศิลปินเดี่ยวอยู่บ้างในประเทศไทย แต่การรอคอยที่จะได้เห็น EXO ครบ 9 คน คือความฝันอันยิ่งใหญ่ของเหล่าแฟนคลับ
จนในที่สุดการรอคอยของเหล่า EXO-L ก็สิ้นสุดลง เมื่อชื่อของ EXO ปรากฎขึ้นบนตารางคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ แม้จะเป็นการกลับมาในฐานะส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตใหญ่ระดับค่ายและการแสดงที่มาไม่ครบวง แต่สำหรับแฟนคลับบางคน นี่อาจจะเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าที่สุดในฐานะแฟนคลับคนหนึ่งเลยก็ได้
แต่สำหรับแฟนไทยแล้ว การดีใจที่เห็นศิลปินที่เรารักกลับมาแสดงคอนเสิร์ตในฐานะวง EXO เป็นสิ่งที่แฟนคลับรอคอย แต่การกลับมาในครั้งนี้กลับกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อในวันที่ศิลปินต้องเผชิญกับความกดดันจากทั้งภายนอกและภายใน การต้อนรับที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่การซื้อบัตรเข้าไปนั่งชม แต่มันคือการเนรมิตพื้นที่หน้าคอนเสิร์ตอย่างสนามราชมังฯ ให้กลายเป็นเครื่องบันทึกความทรงจำที่บอกเล่าเรื่องราวตลอดการเดิน 13 ปีที่ผ่านมา
โปรเจกต์จากแฟนไทย คือสิ่งที่ถูกขับเคลื่อนด้วยคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีความรักให้กับศิลปินอย่างสุดหัวใจ SPRiNG ได้ลองมีโอกาสได้คุยกับทีมงานที่เนรมิตพื้นที่หน้าคอนเสิร์ตให้กลายเป็นกล่องความทรงจำขนาดย่อมให้เหล่า EXO-L ได้มาบันทึกความทรงจำเก็บไว้ จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ป้ายไวนิลรูปศิลปินไปจนถึงป้ายโลโก้ของวงที่ผ่านการใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด
หนึ่งในทีมงานที่เนรมิตโปรเจกต์นี้ขึ้นมาเล่าว่า กว่าจะมีโปรเจกต์นี้ขึ้นมามีการทำฟีดแบคจากคนในด้อมแบบจริงจัง ด้วยความที่ตอนนี้มี EXO สามคนที่กำลังเป็นประเด็นกับค่ายและกำลังมีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ เราเลยมีการทำแบบสำรวจขึ้นมาว่า แฟนๆ ชาวไทยอยากได้ป้าย EXO กี่คน ซึ่งเกิน 90% มีคนอยากให้ทำป้าย 9 คน พอได้รับฟีดแบคตรงนี้แล้ว ก็เลยจัดการติดต่อสถานที่ และมีการถามทางผู้จัดด้วยว่า ถ้าตั้งป้าย 9 คน จะมีปัญหาอะไรตามมาทีหลังหรือเปล่า ต้องได้รับการยืนยันจากทางค่ายต้นสังกัดไหม เพราะหากมันมีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยว มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่
เพราะพวกเราอยากเห็น EXO ทั้ง 9 คนยืนอยู่บนด้วยกันอีกครั้ง
ท่ามกลางข้อพิพาททางกฎหมายและมรสุมความไม่เป็นธรรมที่สมาชิกทั้ง 3 คน (เฉิน, แบคฮยอน, ซิ่วหมิน) กำลังเผชิญอยู่ การจัดโปรเจกต์ขึ้นมาในครั้งนี้ไม่ได้แสดงออกแค่เพียงบอกรัก แต่คือการยืนหยัดว่า “EXO-L ไทย จะอยู่เคียงข้าง EXO เสมอ” และพร้อมที่จะซัพพอร์ตในทุกอย่างก้าวความจริง เพราะสำหรับแฟนคลับชาวไทยแล้ว ความรักที่มีต่อ EXO ตลอดระยะเวลา 13 ปี ไม่ใช่แค่การที่เราเติบโตไปด้วยกัน แต่คือการที่เราต่างก็ปกป้องความสุขของกันและกัน
“ในมุมมองของแฟนคลับทั่วโลก เขาจะมองว่าบ้านเบสไทยเป็นบ้านที่แข็งแรง เขาใช้คำว่า 'Black Bone' คือกระดูกสันหลังให้กับ EXO เลยอะ”
เขายังเล่าอีกว่า ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็นคนดูแลโปรเจกต์แบบเต็มตัว ก็ยังมีความใหม่กับเรื่องเหล่านี้อยู่มาก เพราะต้องติดต่อผู้จัด ติดต่อค่ายต้นสังกัดที่บางครั้งทำไปแล้วทางเกาหลีไม่ให้ผ่านก็มี ไปจนถึงเรื่องยิบย่อยอย่างขนาดของแบนเนอร์ หรือไวนิล
“มันเหมือนการทำกีฬาสีเหมือนกันนะ แต่มัน Another Level ไปอีก เพราะถ้าเราทำออกมาไม่ดี คนก็อาจจะมองศิลปินเราไม่ดีก็ได้”
“โปรเจกต์มันทำหน้าที่ PR ให้กับศิลปินไปในตัว แฟนต่างชาติบางคนก็ยอมบินข้ามประเทศมาเพื่อดูโปรเจกต์ที่เราทำโดยเฉพาะ”
ไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อบอยแบนด์ระดับตำนานจะมีแฟนคลับจำนวนมากที่รอติดตามและคอยซัพพอร์ตอยู่เสมอ การทำโปรเจกต์เหล่านี้แบกมาซึ่งความคาดหวังของแฟนคลับทั่วโลก ทีมงานเล่าว่า สิ่งที่เราต้องจ่ายไปให้กับเรื่องนี้นอกจากเงิน เวลานอน และสุขภาพจิตก็คือสิ่งที่เราต้องจ่ายไปกับการมาทำตรงนี้ เราทุกคนมีหน้าที่การงานต้องทำ มีสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบแต่เพราะ EXO ที่ทำให้พวกเรายังทำต่อจนถึงทุกวันนี้
“พอเราเป็นบ้านเบสเราเลยต้องเป็นกลาง แต่มันก็ยากที่จะให้ทุกคนเข้าใจ บางครั้งเจอไล่ไปตายก็มี”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการทำโปรเจกต์ให้กับ EXO เพราะที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตไหน หรือการมาเยือนประเทศไทยในฐานะศิลปินเดี่ยว เมมเบอร์ใน EXO จะได้เห็นโปรเจกต์จากแฟนคลับชาวไทยอยู่เสมอ
เธอยังเล่าให้ฟังอีกว่า ในคอนเสิร์ตเดี่ยวของ EXO เคยมีคนนั่งรถจากต่างจังหวัดเพื่อมาช่วยวางโปรเจกต์ เหมือนบางคนเขามองว่า การได้เป็นอาสาสมัครมันคือโอกาสอีกอย่างหนึ่งที่เขาไม่มีโอกาสได้เข้าคอน แล้วมาซึมซับบรรยากาศข้างใน ได้มาเห็นสเตจว่าวางยังไง พอได้เห็นได้ศิลปินชอบ เขาก็จะรู้สึกภูมิใจว่า ตัวเราก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้นเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของแฟนคลับตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
“พวกเราอยู่กันแบบครอบครัว ที่แปลว่าครอบครัวจริงๆ ไม่ได้มีใครอยู่เหนือใคร เราเคารพกันและกันในฐานะที่พวกเรารักศิลปินกลุ่มเดียวกัน”
พวกเราทุกคนยังอยู่ตรงนี้ อยากสนับสนุนเขาต่อไปในฐานะแฟนคลับ ถึงแม้ตัววงจะมีอายุมาก และสมาชิกแต่ละคนก็แยกย้ายไปทำกิจกรรมเดี่ยว หรือเข้ากรม แต่สำหรับเหล่า EXO-L การรอคอยได้เห็น EXO ทั้ง 9 คนบนเวทีอีกครั้ง ก็ถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะรอ
ท่ามกลางบรรยากาศของคอนเสิร์ต SMTOWN LIVE 2025-26 [THE CULTURE, THE FUTURE] in BANGKOK ที่จัดขึ้น ณ ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ตลอดระยะเวลาการแสดงของศิลปินคนอื่นๆ ในค่าย เราจะเห็นว่าท่ามกลางสนามราชมังจะมีสีของแท่งไฟของศิลปินในค่ายมากมาย จนบางทีก็เผลอคิดว่า เพราทั้งสีเขียว สีส้ม สีชมพู สลับกันไป และด้วยอายุวงที่เดบิวต์มานาน และท่ามกลางศิลปินที่เดบิวต์ใหม่ขึ้นมาหลากหลาย แฟนคลับหลายคนก็คงอาจจะเลิกตามกันไปบ้างแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ท่ามกลางการปรากฎตัวของเมมเบอร์ EXO ทั้ง 5 คน ในเพลง I’m Home สนามราชมังที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยสีของแท่งไฟหลากหลายสีก็กลับกลายเป็นสีขาวไปในชั่วพริบตา ทันทีที่เสียงร้องเพลงดังขึ้น เสียงกรี๊ดแห่งความดีใจก็เปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้ไปทั่วสนามราชมัง เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วว่า ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมาทุกการรอคอยของแฟนคลับมันมีคุณค่าเสมอมา
“เด็กผู้หญิงคนนี้ มีเงินซื้อบัตรคอนเสิร์ตมานั่งดูพี่บนเวทีได้แล้วนะ”
ประโยคที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะผ่านไปกี่ ชีวิตหนึ่งของคนเราจะผลัดเปลี่ยนไปบ้างตามกาลเวลา แต่ ‘EXO’ คือสิ่งที่ทำให้วัยเยาว์ของเรามีคุณค่าและพูดได้เต็มปากว่า ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี EXO และ EXO-L จะเติบโตไปพร้อมกัน
“ก็เหมือนสโลแกนของวงอะ ที่มันคือคำว่า WE ARE ONE ที่ไม่ใช่แค่ศิลปิน แต่มันหมายถึงแฟนคลับด้วย เพราะพวกเราคือหนึ่งเดียวกัน”