
SHORT CUT
เร่งส่งเสริมการออมของประชาชน-สร้างความมั่นคงให้กับคนไทย พาเปิดสูตรคำนวณ ‘ลดหย่อนภาษีเงินได้ฯใหม่’ รายได้มากกว่ากัน 1 บาท แต่เสียภาษีต่างกัน เขาใช้สูตรอะไร?
หลังจากที่ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้เสนอต่อ ครม.เรื่องการส่งเสริมการออมของประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับคนไทย โดยเฉพาะมาตรการในการสนับสนุนการออมรายบุคคล (IndividualSaving Account : ISA) โดยาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือการออมที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ใหญ่ขึ้นด้วย อย่างไรก็ดี ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณารายละเอียดของมาตรการดังกล่าวอยู่
ทั้งนี้คาดว่าเกณฑ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบใหม่ จะนำมาประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเกณฑ์ลดหย่อนภาษีแบบใหม่นี้จะกำลังทำให้ผู้ที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 1,500,000 บาท ลดหย่อนภาษีได้น้อยลง และทำให้คนที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1,500,000 บาท จะลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น วันนี้จะพามาดูมาตรการลดหย่อนภาษีแบบใหม่สามารถสรุปได้เป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
โดยบุคคลดังกล่าวสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุนทุกประเภท อย่างเช่น RMF และ Thai ESG มาใช้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็น 1.3 เท่าของค่าใช้จ่ายในการซื้อหน่วยลงทุน แต่ไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี ยกตัวอย่างเช่น หากเราซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีรวมจำนวนเท่าไหร่ก็สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ เท่ากับ จำนวนกองทุนลดหย่อนภาษีที่เราซื้อ คูณ 1.3 เท่า จะได้จำนวนเงินที่เราสามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้
คนกลุ่มนี้จะมีจุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ คนกลุ่มนี้จะสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหน่วยลงทุน มาลดหย่อนภาษี ได้แค่ 0.7 เท่าเท่านั้น หรือว่าหากเราซื้อกองทุนซื้อลดหย่อนภาษีรวมจำนวนเท่าไหร่ให้เอาจำนวนเงินนั้น คูณกับ 0.7 เท่า แล้วจะได้ออกมาเป็นจำนวนเงินที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้
อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการใหม่นี้จะกำหนดไว้ว่าจะต้องถือครองหน่วยลงทุนไปจนกว่าจะอายุครบ 55 ปี ถึงจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ และต้องเปิดบัญชีการลงทุนแบบใหม่ที่ชื่อว่า TISA กับธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก่อน จากนั้นจะต้องซื้อขายหน่วยลงทุนผ่านบัญชีนี้ ถึงจะมีสิทธิลดหย่อนภาษีแบบนี้ และถ้าหากอายุเกิน 55 ปี ก็จะต้องถือหน่วยลงทุนไปไม่ต่ำกว่า 5 ปี จึงจะขายคืนได้
แน่นอนว่าเรื่องนี้เกิดข้อเปรียบเทียบแน่ๆ สำหรับคนที่มีรายได้ไม่เกินไม่เกิน 1,500,000 บาท/ปี และคนที่มีรายได้เกิน 1,500,000 บาท/ปี เช่น บางคนมีรายได้ 1499,999 บาท/ปี หรือบางคนมีรายได้ 1,500,000 บาท/ปีพอดี ก็จะถูกคำนวณลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็น 1.3 เท่าของค่าใช้จ่ายในการซื้อหน่วยลงทุน
ส่วนต่อมา คือ คนที่มีรายได้เกิน 1,500,000 บาท/ปี แต่อาจเกินไปแค่ 1 บาท 2 บาท หรือ 10 บาท แต่กลุ่มคนเหล่านี้จะถูกคำนวณลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็น 0.7เท่า ของค่าใช้จ่ายในการซื้อหน่วยลงทุน ทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้นทั้ง ๆที่เงินได้ หรือรายได้ห่างจาก 1,500,000 บาท/ปี เพียงแค่ 1 บาท หรือ 2 บาท แต่กลับเสียภาษีที่มากกว่ามหาศาล
จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้จะถูกเปรียบเทียบจากสังคมว่าคนที่มีรายได้สูงกว่าหรือเกิน 1,500,000 บาทต่อปี หากซื้อกองทุนต่างๆเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีจะถูกคำนวณให้ให้ได้ลดหย่อนต่ำลง และจะเสียภาษีมากขึ้น แตกต่างจากคนที่มีรายได้ต่ำกว่า1,500,000 บาทต่อปี กลุ่มนี้จะถูกคำนวณให้ได้ลดหย่อนภาษีมากขึ้น และได้เสียภาษีน้อยลง ทั้งๆที่แท้ที่จริงเขาอาจมีรายได้มากกว่าไม่กี่บาท หรือเขาอาจจะมีรายได้สุทธิหลังหักภาษีน้อยกว่าคนที่มีรายได้ไม่เกิน 1,500,000 บาท ก็อาจมีความเป็นไปได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ที่สุดแห่งปี’68 ‘ภาษีทรัมป์’ เขย่าธุรกิจไทย จับตาปี’69 ทิศทางจะเป็นอย่างไร?
ครม. ไฟเขียวติดตั้ง Solar Rooftop ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 แสนบาท