ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ทำให้ Gen Y เสี่ยงมะเร็งมากขึ้นกว่าพ่อแม่

ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ทำให้ Gen Y เสี่ยงมะเร็งมากขึ้นกว่าพ่อแม่

ทำไมคน Gen Y ถึงป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้น? เมื่อไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อาจกำลังย้อนกลับมาทำร้ายเรา อมูลชี้ผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 50 เพิ่มขึ้นทั่วโลก

SHORT CUT

ข้อมูลชี้ว่า มะเร็งในคนอายุต่ำกว่า 50 ปีเพิ่มขึ้นมากทั่วโลก โดยปัจจัยสำคัญมาจากไลฟ์สไตล์และสภาพแวดล้อม เช่น อาหาร การนอน ความเครียด แอลกอฮอล์ และการใช้ชีวิตประจำวัน

ภาวะอ้วนตั้งแต่วัยเด็กเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในวัยผู้ใหญ่ ขณะที่อาหารแปรรูปสูงกระทบจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่วนแอลกอฮอล์ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มเดียวกับบุหรี่

การใช้หน้าจอตอนกลางคืนทำให้นอนน้อยและรบกวนเมลาโทนิน ส่วนความเครียดเรื้อรังทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพิ่มการอักเสบ และอาจทำให้ร่างกายกำจัดเซลล์ผิดปกติได้แย่ลง จึงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาว.

ทำไมคน Gen Y ถึงป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้น? เมื่อไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อาจกำลังย้อนกลับมาทำร้ายเรา อมูลชี้ผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 50 เพิ่มขึ้นทั่วโลก

ถ้าคุณเป็นคน Gen Y หรือมิลเลนเนียล คนที่เกิดราวปี 1981-1995 คุณอาจเริ่มรู้สึกเหมือนกันว่า ช่วงหลังมานี้เราได้ยินข่าวคนวัย 30-40 กว่า ๆ ป่วยเป็นโรคร้ายมากขึ้น ทั้งความดัน เบาหวานชนิดที่ 2 หรือแม้แต่มะเร็ง ซึ่งเมื่อก่อนเรามักคิดว่าเป็นโรคของคนอายุมากกว่าเรา

แต่ข้อมูลที่น่ากังวลคือ คนรุ่นมิลเลนเนียลกำลังเป็น “คนรุ่นแรก” ที่มีความเสี่ยงเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง โดยระหว่างปี 1990-2019 จำนวนผู้ป่วยมะเร็งอายุต่ำกว่า 50 ปีทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 79% และจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 28%

 

ทำไมคน GEN Y ถึงเสี่ยงมากขึ้น?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “กรรมพันธุ์” อย่างเดียว เพราะบทความระบุว่า มะเร็งประมาณ 80% เป็นแบบ sporadic หรือไม่ได้เกิดจากยีนผิดปกติที่ถ่ายทอดในครอบครัว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกที่ค่อย ๆ ทำลาย DNA สะสมไปเรื่อย ๆ เช่น อาหารที่กิน อากาศที่หายใจ การออกกำลังกาย การนอน ความเครียด และการสัมผัสสารอันตรายต่างๆ

พูดง่ายๆ คือ ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของเรา อาจมีผลต่อความเสี่ยงมะเร็งมากกว่าที่คิด

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ “อาหาร” และภาวะอ้วนตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่ยุค 1980 เป็นต้นมา เด็กเริ่มมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ในปี 2022 เด็กและวัยรุ่นอายุ 5-19 ปี มากกว่า 390 ล้านคนทั่วโลกมีน้ำหนักเกิน และในจำนวนนี้ 160 ล้านคนอยู่ในภาวะอ้วน

ปัญหาคือ ความอ้วนไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง แต่เชื่อมโยงกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งทั้งหมดนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ผลของความอ้วนในวัยเด็กไม่ได้หายไปเมื่อโตขึ้น ข้อมูลจาก Colon Cancer Foundation อ้างถึงงานวิเคราะห์อภิมานที่ศึกษาคนมากกว่า 4.7 ล้านคน พบว่า คนที่มีค่า BMI สูงตั้งแต่ช่วงต้นชีวิต มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่สูงกว่าคนที่มี BMI ปกติ โดยผู้ชายเสี่ยงเพิ่มขึ้น 39% และผู้หญิงเสี่ยงเพิ่มขึ้น 19%

อีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกันคือ อาหารยุคใหม่ โดยเฉพาะอาหารแปรรูปสูง หรือ ultra-processed foods อาหารเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้อ้วนง่าย แต่ยังส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือ gut microbiota งานวิจัยพบว่า อาหารแปรรูปสูงทำให้ความหลากหลายของแบคทีเรียในลำไส้ลดลง และเพิ่มแบคทีเรียบางชนิดที่ผลิตสารกระตุ้นการอักเสบ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนวัย 30 กว่า ๆ จำนวนมากเริ่มมีปัญหาท้องอืด ลำไส้แปรปรวน หรือโรคทางเดินอาหารกันมากขึ้น

ปัจจัยต่อมาคือ “แอลกอฮอล์” ซึ่งมักอยู่คู่กับการเข้าสังคมของคนรุ่นเรา ไม่ว่าจะกินข้าว เจอเพื่อน งานเลี้ยง หรือวันหยุด หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ดื่มไวน์วันละแก้วดีต่อสุขภาพ แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้ถูกท้าทายมากขึ้น เพราะองค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ หรือ IARC จัดให้แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ระดับเดียวกับบุหรี่

เหตุผลคือ เมื่อร่างกายย่อยแอลกอฮอล์ จะเปลี่ยนเอทานอลเป็นอะซีตัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำลาย DNA ได้ และเมื่อ DNA เสียหายสะสม ความเสี่ยงของมะเร็งก็เพิ่มขึ้น

แม้คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์อาจดื่มบ่อยกว่าในชีวิตประจำวัน แต่คนมิลเลนเนียลมีแนวโน้มดื่มแบบ binge drinking หรือดื่มหนักเป็นครั้ง ๆ ซึ่งก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลสำรวจ EDADES ปี 2024 ของกระทรวงสาธารณสุขสเปน ที่ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการดื่มของแต่ละเจเนอเรชันแตกต่างกัน และความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเฉลี่ยอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ “วิธีดื่ม” ด้วย 

อีกปัจจัยที่หลายคนมองข้ามคือ “การนอน” คนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z นอนน้อยกว่าคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เฉลี่ยคืนละ 30-45 นาที ส่วนหนึ่งมาจากการใช้หน้าจอและโซเชียลมีเดียตอนกลางคืน แสงจากหน้าจอรบกวนการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมนาฬิกาชีวิต และยังมีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

เมื่อเรานอนน้อยเรื้อรัง ร่างกายจะซ่อมแซม DNA ได้แย่ลง ระดับเมลาโทนินลดลง และจังหวะชีวิตถูกรบกวน สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ความผิดปกติของเซลล์สะสมมากขึ้น จนเพิ่มโอกาสเกิดกระบวนการก่อตัวของเนื้องอกในระยะยาว 

สุดท้ายคือ “ความเครียด” ซึ่งแทบจะเป็นสภาพแวดล้อมประจำวันของคนรุ่นนี้ ทั้งงานหนัก ค่าครองชีพสูง หนี้สิน ความไม่มั่นคง และแรงกดดันจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เมื่อร่างกายเครียดเรื้อรัง ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะสูงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความดันสูง ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และการอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้น

งานวิจัยยังพบว่า ความเครียดเรื้อรังอาจทำให้ร่างกายกำจัดเซลล์ผิดปกติได้แย่ลง และอาจกระตุ้นเซลล์มะเร็งที่เคยสงบนิ่งให้กลับมาเติบโตได้ด้วย มีการศึกษาประชากรทั่วไปที่พบว่า คนที่มีระดับความเครียดสูง มีโอกาสเสียชีวิตจากมะเร็งสูงกว่าคนที่จัดการความเครียดได้ดีกว่าได้ถึง 2 เท่า 

วิธีแก้ควรเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุด เช่น กินอาหารสดมากขึ้น ลดอาหารแปรรูป ลดการดื่มหนัก นอนให้พอ ขยับร่างกาย และหาวิธีจัดการความเครียดให้ดีขึ้น เพราะสำหรับคนรุ่นเรา สุขภาพอาจไม่ใช่เรื่องของ “อนาคตไกล ๆ” อีกต่อไป แต่มันคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเพื่อน คนรอบตัว และตัวเราเองในวันนี้

ที่มา :theconversation 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

related