
SHORT CUT
เดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอม 2026 รีพับลิกันเผชิญแรงต้านครั้งใหญ่ ทั้งการตรวจสอบรัฐบาล และการจำกัดอำนาจในสภา ทรัมป์เหลือเวลาในอำนาจอีก 2 ปี จ่อทิ้งทวนเต็มที่
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในปี 2026 เป็นบททดสอบสำคัญต่อทิศทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หลังจากบริหารประเทศมาเกือบสองปี
การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นการเลือกตั้งที่จัดขึ้นทุกๆ 4 ปีในช่วงกึ่งกลางวาระประธานาธิบดี ซึ่งมีขึ้น 2 ปีหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี เพื่อเลือกสมาชิกสภาคองเกรสชุดใหม่ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้ง 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา (Senate) ประมาณหนึ่งในสามของทั้งหมด รวมถึงตำแหน่งทางการเมืองระดับรัฐในหลายพื้นที่
การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเดโมแครต (Democratic Party) สามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจครั้งสำคัญ เพราะแม้ทรัมป์จะยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและมีอำนาจบริหารประเทศต่อไป แต่รัฐบาลจะไม่สามารถควบคุมทิศทางของสภาคองเกรสได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ยิ่งเดโมแครตสามารถควบคุมทั้งสองสภาได้ด้วย ก็จะยิ่งเพิ่มอำนาจต่อรองในการพิจารณากฎหมาย งบประมาณ และการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ส่งผลให้การผลักดันนโยบายของทรัมป์ต้องเผชิญกับอุปสรรคและการต่อรองทางการเมืองมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวจะเปลี่ยนบรรยากาศการเมืองอเมริกัน จากช่วงเวลาที่รัฐบาลสามารถผลักดันวาระต่างๆ ได้สะดวก ไปสู่ยุคที่ทุกการตัดสินใจต้องเผชิญกับการต่อรอง การตรวจสอบ และแรงต้านจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028 เริ่มเข้ามาเป็นเป้าหมายทางการเมืองของทั้งสองพรรค
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุด เมื่อเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร คือการที่ทรัมป์จะสูญเสียความคล่องตัวในการผลักดันนโยบายผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ และอาจเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกว่า Lame Duck หรือภาวะเป็ดง่อยทางการเมืองเร็วกว่าที่คาด
ในระบบการเมืองสหรัฐฯ ประธานาธิบดีไม่สามารถบริหารประเทศได้โดยปราศจากความร่วมมือจากสภาคองเกรส โดยเฉพาะการผ่านกฎหมาย การอนุมัติงบประมาณ และการดำเนินนโยบายที่ต้องอาศัยความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ
หากเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร พรรคจะสามารถควบคุมตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ซึ่งมีอำนาจกำหนดวาระการประชุม เรียกเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาให้ข้อมูล และเปิดกระบวนการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้
นั่นหมายความว่า นโยบายสำคัญของทรัมป์อาจต้องเผชิญกับแรงต้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้า นโยบายผู้อพยพ หรือการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลกลาง ขณะที่การเจรจาเรื่องเพดานหนี้และงบประมาณแผ่นดินก็อาจกลายเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส
อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้หมายความว่าโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะหมดอำนาจ เพราะประธานาธิบดียังคงมีอำนาจบริหารประเทศ กำหนดนโยบายของรัฐบาล และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ตามกระบวนการ นอกจากนี้ ยังมีสิทธิยับยั้งกฎหมาย (Veto) ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หากไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของกฎหมายดังกล่าว แม้สภาจะสามารถลงมติคว่ำการยับยั้งได้ แต่ต้องใช้เสียงสนับสนุนถึงสองในสามของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
อีกหนึ่งผลกระทบที่สร้างแรงกดดันต่อทรัมป์ คือการที่เดโมแครตจะมีอำนาจมากขึ้นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของประธานาธิบดี ผลประโยชน์ทางธุรกิจ และการปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐบาลกลาง
หากเดโมแครตควบคุมสภาผู้แทนราษฎรได้ พรรคจะสามารถใช้กลไกคณะกรรมาธิการเปิดการไต่สวน เรียกเอกสาร และเชิญเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลได้มากขึ้น
ประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ได้แก่ การใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร การดำเนินนโยบายด้านการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของบุคคลในรัฐบาลและครอบครัวประธานาธิบดี
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สมาชิกเดโมแครตบางส่วนจะผลักดันกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment) หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล แม้กระบวนการดังกล่าวจะมีอุปสรรคทางการเมืองและต้องผ่านขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม การถอดถอนประธานาธิบดีไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย แม้สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติถอดถอนได้ แต่การตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนสองในสามจากวุฒิสภา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยากมากในสถานการณ์ที่คะแนนเสียงยังแบ่งแยกระหว่างสองพรรค
นอกเหนือจากผลกระทบต่อการบริหารประเทศแล้ว ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมยังอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามเกี่ยวกับทิศทางของพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะบทบาทของทรัมป์ที่ยังคงเป็นบุคคลสำคัญในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของพรรค
ที่ผ่านมา พรรครีพับลิกันผูกพันกับแนวทางการเมืองของทรัมป์อย่างใกล้ชิด ทั้งนโยบายเศรษฐกิจ การเก็บภาษีนำเข้า การควบคุมผู้อพยพ และการดำเนินนโยบายต่างประเทศ แต่หากผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ประสบความพ่ายแพ้หลายพื้นที่ ก็อาจทำให้สมาชิกพรรคบางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่าแนวทางดังกล่าวยังสามารถรักษาฐานเสียงของพรรคได้หรือไม่
สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า ผลคะแนนเบื้องต้นสะท้อนความไม่พอใจของประชาชนต่อทิศทางเศรษฐกิจ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบ 9 ใน 10 ระบุว่าราคาสินค้าเป็นปัจจัยสำคัญในการลงคะแนน และประมาณสองในสามกล่าวโทษทรัมป์ต่อปัญหาราคาสินค้าที่สูงขึ้น
หากแนวโน้มนี้สะท้อนออกมาเป็นความพ่ายแพ้ของผู้สมัครรีพับลิกันในหลายพื้นที่ ก็อาจเพิ่มแรงกดดันให้พรรคต้องทบทวนยุทธศาสตร์ทางการเมืองก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028
อีกหนึ่งประเด็นที่จะกลายเป็นบททดสอบสำคัญของเดโมแครตคือสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้พรรคต้องเลือกระหว่างการคัดค้านนโยบายทางทหารของทรัมป์กับการรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของสหรัฐฯ
หากเดโมแครตกลับมาควบคุมสภาได้ พรรคจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณางบประมาณและเงินสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งอาจนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลให้ยุติหรือปรับเปลี่ยนแนวทางการทำสงคราม
อย่างไรก็ตาม การคัดค้านสงครามไม่ได้หมายความว่าเดโมแครตจะสามารถกำหนดเงื่อนไขการยุติสงครามได้ทั้งหมด เพราะการเจรจาเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้บทบาทของฝ่ายบริหารและการทูต
นอกจากนี้ การพยายามตัดงบประมาณสงครามยังมีความเสี่ยงทางการเมือง เพราะแม้ประชาชนจำนวนหนึ่งจะไม่เห็นด้วยกับการทำสงคราม แต่ก็ไม่ได้ต้องการเห็นสหรัฐฯ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้เช่นกัน หากสถานการณ์เลวร้ายลง เดโมแครตอาจถูกกล่าวหาว่ามีส่วนทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบทางยุทธศาสตร์
พรรคจึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการตรวจสอบการใช้อำนาจทางทหารของทรัมป์กับการไม่ทำให้ตัวเองถูกมองว่าเป็นฝ่ายทำให้ประเทศต้องแพ้ในความขัดแย้งนี้
แม้พรรคเดโมแครต (Democratic Party) จะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ชัยชนะดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะสูญเสียอำนาจในการบริหารประเทศ เพราะทรัมป์ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปอีก 2 ปี
ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย ช่องเนชัน มองว่า หากเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์จะเผชิญข้อจำกัดในการบริหารประเทศมากขึ้น ทั้งการผลักดันกฎหมายและการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่จะถูกสภาตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นคอร์รัปชันและการใช้อำนาจของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือ ทรัมป์อาจพยายามใช้อำนาจฝ่ายบริหารให้มากที่สุดในช่วง 2 ปีที่เหลือ โดยประเด็นสำคัญที่เตรียมใช้อำนาจฝ่ายบริหารอยู่หลายเรื่อง ได้แก่ นโยบายผู้อพยพ การจัดเก็บกำแพงภาษี ปัญหาภาคเกษตรกรรม และงบประมาณของรัฐบาลกลาง ซึ่งทั้งหมดเป็นประเด็นที่อาจกลายเป็นสนามเผชิญหน้าระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ทรัมป์อาจดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น แม้จะถูกตรวจสอบจากสภา โดยเฉพาะความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งมีความกังวลว่าอาจยกระดับไปสู่การโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ รวมถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์
ต้องไม่ลืมว่าทรัมป์เหลือเวลาในตำแหน่งอีกเพียง 2 ปี และไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สามได้อีกแล้ว จึงเกิดคำถามว่าเขาอาจตัดสินใจใช้อำนาจอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาสุดท้ายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การใช้อาวุธนิวเคลียร์ยังมีกลไกควบคุมและขั้นตอนที่ซับซ้อน ไม่ใช่สิ่งที่ประธานาธิบดีจะสั่งการได้โดยง่าย
ที่มา : Reuters, Washingtonpost
ข่าวที่เกี่ยวข้อง