เจาะลึก 'เจลาโต้' คืออะไร? ศิลปะของหวานสุดคราฟต์ จากประเทศอิตาลี

เจาะลึก 'เจลาโต้' คืออะไร? ศิลปะของหวานสุดคราฟต์ จากประเทศอิตาลี

พาไปทำความรู้จัก 'เจลาโต้' (Gelato) ของหวานสุดคราฟต์จากยุคเรอเนสซองส์ พร้อมเจาะลึกความแตกต่างที่ทำให้เจลาโต้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหนือไอศกรีมทั่วไป

SHORT CUT

  • 'เจลาโต้' พัฒนาขึ้นในยุคเรอเนสซองส์ ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โดยมี Bernardo Buontalenti เป็นผู้คิดค้นขึ้นเพื่อเสิร์ฟในราชสำนักจนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา
  • นอกจากความอร่อย 'เจลาโต้' ยังโดดเด่นด้วยส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพกว่า มีปริมาณไขมันต่ำประมาณ 4-9% (ใช้นมเป็นหลักแทนครีม) ปราศจากการแต่งสีสังเคราะห์ และเน้นรสชาติธรรมชาติที่ชัดเจน
  • 'Gelato' ใช้การปั่นความเร็วต่ำเพื่อให้เนื้อแน่นหนึบ มีอากาศแทรกน้อย และต้องเสิร์ฟที่อุณหภูมิอุ่นกว่าไอศกรีมทั่วไป (-12 ถึง -6 องศาเซลเซียส) พร้อมทั้งต้องผ่านการนวดปาดก่อนเสิร์ฟเพื่อให้ได้ความเนียนนุ่มสูงสุด

พาไปทำความรู้จัก 'เจลาโต้' (Gelato) ของหวานสุดคราฟต์จากยุคเรอเนสซองส์ พร้อมเจาะลึกความแตกต่างที่ทำให้เจลาโต้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหนือไอศกรีมทั่วไป

'เจลาโต้' พัฒนาขึ้นตั้งแต่ในยุคเรอเนสซองส์ (Renaissance) ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โดยผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘บิดาแห่ง Gelato’ คือ Bernardo Buontalenti ศิลปิน สถาปนิก และวิศวกรชาวฟลอเรนซ์

CREDIT : Gelato Campus

ในช่วงทศวรรษที่ 1560 เขาได้คิดค้นและพัฒนาของหวานแช่แข็งรูปแบบใหม่ โดยนำนม ไข่ น้ำตาล และผลไม้มาผสมผสานกัน เพื่อใช้เสิร์ฟในงานเลี้ยงสังสรรค์ของราชสำนักเมดิชิ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะการทำของหวานแช่แข็งที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

เจาะลึก 'เจลาโต้' คืออะไร? ศิลปะของหวานสุดคราฟต์ จากประเทศอิตาลี

‘Gelato’ ต่างกับไอศกรีมทั่วไป ยังไง?

เจาะลึก 'เจลาโต้' คืออะไร? ศิลปะของหวานสุดคราฟต์ จากประเทศอิตาลี

แม้จะมีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่เจลาโต้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แสดงถึงความ 'คราฟต์' และแตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป

สีสันและรสชาติจากธรรมชาติ : เจลาโต้ขนานแท้จะใช้สีสันและวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทำให้มีสีที่ไม่ฉูดฉาด

ศิลปะก่อนการเสิร์ฟ : เนื้อสัมผัสของเจลาโต้ต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยก่อนเสิร์ฟจะต้องผ่านการ ‘ปาด’ และ ‘นวด’ เพื่อให้เนื้อมีความเนียนนุ่มที่สุด

อายุการเก็บรักษาสั้นกว่า : ด้วยกรรมวิธีและส่วนผสมที่สดใหม่ เจลาโต้จึงมีอายุการเก็บรักษาสั้นกว่าไอศกรีมทั่วไป หากเก็บไว้นานเกินไปจะสูญเสียเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม

ไขมันต่ำ รสชาติชัดเจน : เจลาโต้มีส่วนผสมของไขมันเพียง 4-9% (เนื่องจากใช้นมเป็นหลัก) ซึ่งต่ำกว่าไอศกรีมทั่วไปที่มีไขมันสูงถึง 10-25% การมีไขมันน้อยนี้เองที่ทำให้ลิ้นของเราสามารถรับรู้รสชาติของวัตถุดิบแท้ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เนื้อแน่นหนึบ ไม่ฟูเบา : กระบวนการผลิตเจลาโต้จะใช้การปั่นด้วยความเร็วต่ำ ทำให้มีมวลอากาศแทรกซึมเข้าไปในเนื้อได้น้อย ส่งผลให้เนื้อสัมผัสมีความหนาแน่น เข้มข้น และเหนียวหนึบ

เสิร์ฟในอุณหภูมิที่อุ่นกว่า : อีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญคืออุณหภูมิ เจลาโต้จะต้องเสิร์ฟในอุณหภูมิประมาณ -12 ถึง -6 องศาเซลเซียส ซึ่งอุ่นกว่าไอศกรีมทั่วไป อุณหภูมินี้จะช่วยให้ต่อมรับรสสามารถสัมผัสถึงกลิ่นและรสชาติของวัตถุดิบได้ในทันทีที่รับประทาน

ท้ายที่สุดแล้ว 'เจลาโต้' (Gelato) จึงไม่ใช่เพียงแค่ไอศกรีมหรือของหวานคลายร้อนธรรมดา แต่เปรียบเสมือนงานศิลปะที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความพิถีพิถันของชาวอิตาเลียนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติไปจนถึงศิลปะหน้าตู้ก่อนเสิร์ฟ

ที่มา : gelatocampus

related