
SHORT CUT
พาไปทำความรู้จัก 'เจลาโต้' (Gelato) ของหวานสุดคราฟต์จากยุคเรอเนสซองส์ พร้อมเจาะลึกความแตกต่างที่ทำให้เจลาโต้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหนือไอศกรีมทั่วไป
'เจลาโต้' พัฒนาขึ้นตั้งแต่ในยุคเรอเนสซองส์ (Renaissance) ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โดยผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘บิดาแห่ง Gelato’ คือ Bernardo Buontalenti ศิลปิน สถาปนิก และวิศวกรชาวฟลอเรนซ์
ในช่วงทศวรรษที่ 1560 เขาได้คิดค้นและพัฒนาของหวานแช่แข็งรูปแบบใหม่ โดยนำนม ไข่ น้ำตาล และผลไม้มาผสมผสานกัน เพื่อใช้เสิร์ฟในงานเลี้ยงสังสรรค์ของราชสำนักเมดิชิ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะการทำของหวานแช่แข็งที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่เจลาโต้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แสดงถึงความ 'คราฟต์' และแตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป
สีสันและรสชาติจากธรรมชาติ : เจลาโต้ขนานแท้จะใช้สีสันและวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทำให้มีสีที่ไม่ฉูดฉาด
ศิลปะก่อนการเสิร์ฟ : เนื้อสัมผัสของเจลาโต้ต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยก่อนเสิร์ฟจะต้องผ่านการ ‘ปาด’ และ ‘นวด’ เพื่อให้เนื้อมีความเนียนนุ่มที่สุด
อายุการเก็บรักษาสั้นกว่า : ด้วยกรรมวิธีและส่วนผสมที่สดใหม่ เจลาโต้จึงมีอายุการเก็บรักษาสั้นกว่าไอศกรีมทั่วไป หากเก็บไว้นานเกินไปจะสูญเสียเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม
ไขมันต่ำ รสชาติชัดเจน : เจลาโต้มีส่วนผสมของไขมันเพียง 4-9% (เนื่องจากใช้นมเป็นหลัก) ซึ่งต่ำกว่าไอศกรีมทั่วไปที่มีไขมันสูงถึง 10-25% การมีไขมันน้อยนี้เองที่ทำให้ลิ้นของเราสามารถรับรู้รสชาติของวัตถุดิบแท้ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เนื้อแน่นหนึบ ไม่ฟูเบา : กระบวนการผลิตเจลาโต้จะใช้การปั่นด้วยความเร็วต่ำ ทำให้มีมวลอากาศแทรกซึมเข้าไปในเนื้อได้น้อย ส่งผลให้เนื้อสัมผัสมีความหนาแน่น เข้มข้น และเหนียวหนึบ
เสิร์ฟในอุณหภูมิที่อุ่นกว่า : อีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญคืออุณหภูมิ เจลาโต้จะต้องเสิร์ฟในอุณหภูมิประมาณ -12 ถึง -6 องศาเซลเซียส ซึ่งอุ่นกว่าไอศกรีมทั่วไป อุณหภูมินี้จะช่วยให้ต่อมรับรสสามารถสัมผัสถึงกลิ่นและรสชาติของวัตถุดิบได้ในทันทีที่รับประทาน
ท้ายที่สุดแล้ว 'เจลาโต้' (Gelato) จึงไม่ใช่เพียงแค่ไอศกรีมหรือของหวานคลายร้อนธรรมดา แต่เปรียบเสมือนงานศิลปะที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความพิถีพิถันของชาวอิตาเลียนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติไปจนถึงศิลปะหน้าตู้ก่อนเสิร์ฟ
ที่มา : gelatocampus