มาดามเดียร์ ซัดงบกลาง 1.2 หมื่นล้าน เช็คเปล่า ซ้ำเงินกู้ 2 แสนล้าน

มาดามเดียร์ ซัดงบกลาง 1.2 หมื่นล้าน เช็คเปล่า ซ้ำเงินกู้ 2 แสนล้าน

'มาดามเดียร์' ซัดงบกลางพลังงานสะอาด 1.2 หมื่นล้าน เป็น 'เช็คเปล่า' ให้รัฐบาล จี้แจงเหตุใดต้องจ่ายซ้ำเงินกู้ 2 แสนล้าน หวั่นช่องโหว่ตรวจสอบ

SHORT CUT

  • ตั้งคำถามงบซ้ำซ้อน 2 ก้อน  “มาดามเดียร์” ตั้งข้อสังเกตว่า งบกลางพลังงานสะอาด 1.2 หมื่นล้านบาท อาจมีเป้าหมายและช่วงเวลาใช้เงินซ้ำกับเงินกู้ 2 แสนล้านบาท จี้รัฐบาลชี้แจงว่าทำไมต้องมีเงินอีกก้อน
  • ห่วงงบกลางกลายเป็น “เช็คเปล่า” ชี้ว่าเงิน 1.2 หมื่นล้านอยู่ภายใต้งบกลาง แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดโครงการ หน่วยงานรับงบ หรือ KPI โดยในจำนวนนี้ 9,600 ล้านบาทถูกจัดเป็นรายจ่ายลงทุน
  • จี้เปิดรายละเอียดก่อนสภาอนุมัติ  เรียกร้องรัฐบาลเปิดชื่อโครงการ หน่วยงานรับงบ KPI และหลักเกณฑ์อนุมัติ พร้อมเปรียบเทียบกับเงินกู้ 2 แสนล้าน เพื่อพิสูจน์ว่า ไม่ใช่การให้ประชาชน “จ่ายเงิน 2 รอบ”

'มาดามเดียร์' ซัดงบกลางพลังงานสะอาด 1.2 หมื่นล้าน เป็น 'เช็คเปล่า' ให้รัฐบาล จี้แจงเหตุใดต้องจ่ายซ้ำเงินกู้ 2 แสนล้าน หวั่นช่องโหว่ตรวจสอบ

ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่2และ3 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว มาตรา 6 งบกลาง 

โดย น.ส.วทันยา บุนนาค ในฐานะกรรมาธิการฯ อภิปรายถึงงบ 12,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลได้แฝงไว้ในงบกลาง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน และพลังงานสะอาด เรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สภาแห่งนี้ไม่ควรปล่อยให้งบประมาณที่ซ้ำซ้อนอย่างชัดเจนแบบนี้ผ่านสภาแห่งนี้ไป พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เห็นตรงกันว่าเรื่องพลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ประเทศจะต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล แต่นี่ไม่ใช่แค่พลังงานสะอาดแต่เป็นการใช้งบ ประมาณที่อาจจะเปลี่ยนคำว่าพลังงานสะอาดให้กลายเป็น คำว่า "พลังงานทุจริต"

น.ส.วทันยา ยังตั้งข้อสังเกต 3 ข้อคือ 1. การใช้งบประมาณที่ซ้ำซ้อน ทั้งในเรื่องของภารกิจและเวลา ทำ พ.ร.ก.กู้เงิน 200,000 ล้านบาทและงบกลาง 12,000 ล้านบาทมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เพื่อทำโครงการพลังงานสะอาด คำถามคือเมื่อมีเงิน 200,000 ล้านบาทแล้ว เงิน 12,000 ล้านบาทที่รัฐบาลตั้งเข้าไปเพิ่มมีไว้ทำอะไร ที่เงินกู้ก้อนแรกทำไม่ได้ ที่สำคัญไม่ได้ซ้ำกันเพียงแค่เป้าหมาย แต่ช่วงของระยะเวลาก็ซ้ำกัน คือ พ.ร.ก.กู้เงินรัฐสามารถกู้ได้จนถึง วันที่  30 กันยายนปี 2570 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณพอดิบพอดี และ สามารถใช้ งบกลาง 12,000 ล้านบาทได้

มาดามเดียร์ ซัดงบกลาง 1.2 หมื่นล้าน เช็คเปล่า ซ้ำเงินกู้ 2 แสนล้าน

"นี่ไม่ใช่เงินคนละยุคและไม่ใช่ภารกิจคนละช่วงเวลาแต่เงินเป็นเงิน 2 ก้อนที่ใช้ในปีเดียวกันเพื่อเป้าหมายที่เหมือนกัน"น.ส.วทันยากล่าว 

2. การอ้างเหตุผลของรัฐบาลระหว่างพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กับเรื่องของการใช้งบประมาณในงบกลาง 12,000 ล้านบาทที่มีความย้อนแย้งกันในตัวเอง ตอนออกพ.ร.ก.กู้เงินรัฐบาลอ้างวินัยการเงินการคลัง บอกว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถใช้เงินประจำปีงบประมาณได้ แต่ไม่ถึงเดือนผ่านมา ร่างพ.ร.บ.งบปี 70 กลับเห็นเงิน 12,000 ล้านบาทที่ทำภารกิจเดียวกันซ่อนอยู่ในงบกลาง นี่จึงเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งและเกิดคำถามว่า ถ้าตั้งงบประจำปีได้ทัน อย่างนั้นเงินกู้ที่รัฐบาลได้ขอไว้รัฐบาลต้องอธิบายเหตุผลใหม่แต่ถ้ารัฐบาลอ้างว่าตั้งได้ไม่ทันคำถามคือ เงิน 12,000 ล้านเข้ามาอยู่ในงบกลางประจำปี 2570 ได้อย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนจะต้องแบกรับหนี้ภาษีเงินกู้และจะต้องเป็นคนที่ชดใช้ภาษีจากงบประมาณ

และ 3. เงิน 2 ก้อนนี้มีวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน แต่มาตรฐานการตรวจสอบไม่เหมือนกัน เงินภายใต้พระราชกำหนดมีคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบ และคณะกรรมการจะต้องมาดำเนินงานการดำเนินงานต่อสภา แต่ในขณะที่เงิน 12,000 ล้าน อยู่ในงบกลางภายใต้อำนาจของนายกและครม. หากให้เงิน 12,000 ล้านบาทผ่านงบกลางในครั้งนี้ ไม่ต่างกับการตีเช็คเปล่าไปให้นายกและให้นายกสามารถที่จะไปออกแบบเขียนโครงการอะไรก็ได้ในอนาคต ถ้าหากรัฐบาลอาจจะอ้างว่าที่ต้องทำเช่นนี้เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน ตนก็เห็นว่า รัฐบาลต้องตอบให้ชัด ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกลไกป้องกันอย่างไรที่จะไม่ทำให้ความคล่องตัวกลายเป็นช่องโหว่ของการตรวจสอบยิ่งไปกว่านั้นในวงเงิน 12,000 ล้านบาทจะเห็นได้ว่า มีเงิน 9,600 ล้านบาทที่รัฐบาลได้จำแนกไว้เป็นรายจ่ายลงทุนโดยที่สภายังไม่เห็นโครงการไม่เห็นครุภัณฑ์หรือไม่เห็นสิ่งก่อสร้างไม่เห็นหน่วยรับงบใดๆเลย คำถามคือเรากำลัง นับเงินก้อนนี้เป็นการลงทุนจากอะไร เราไม่ควรจะทำให้ตัวเลขรายจ่ายลงทุนดูดี ด้วยการเรียกเงินก้อนหนึ่งว่า ลงทุน แต่สภาแห่งนี้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ประเทศกำลังจะเอาเงินภาษีประชาชนไปทำอะไรในอนาคต

น.ส.วทันยา กล่าวว่า เงิน 12,000 ล้านบาทยังถูกตั้งแยกออกจากเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เท่ากับรัฐบาลมีเงินทั้งสิ้น 112,000 ล้านบาท ที่เป็นรายจ่ายที่สามารถยืดหยุ่นทำอะไรก็ได้ในภายภาคหน้า สิ่งที่สภาต้องระวังคือเรากำลังเห็นรูปแบบการตั้งงบ ที่มีชื่อตามสถานการณ์ แต่รายละเอียดการใช้เงินจริงกลับถูกกำหนดในภายหลัง เช่นค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ในปีก่อนก็ได้ทยอยตัดลดงบจนสุดท้ายกลายเป็นเหลือ 0 เพียงแต่ปีนี้เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่กลายเป็นเรื่องของพลังงาน

"จึงไม่ใช่ว่า เงิน 12,000 ล้านบาทมากหรือน้อยแต่มันคือรัฐสภากำลังอนุมัติโครงการหรืออนุมัติเช็คเปล่าไปให้รัฐบาลกำหนดเองในภายหลังนี่คือเช็คเปล่าที่มาจากคำพูดเปล่าที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบหรือเช็คได้ ดิฉันไม่ได้คัดค้านที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงาน และพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อลดต้นทุนพลังงาน เพื่อความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศแต่ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ เมื่อเงินจำนวนมากยิ่งรัฐบาลขอใช้หลายช่องทางพร้อมกันมาตรฐานความโปร่งใสจะต้องสูงขึ้นไม่ใช่ยิ่งใช้ยิ่งต่ำลง" น.ส.วทันยา กล่าว 

น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลยืนยันว่าเงิน 12,000 ล้านไม่ซ้ำกับเงินกู้ 200,000 ล้านบาทก็ขอให้รัฐบาลเปิดเผยชื่อโครงการหน่วยงานที่จะรับงบรวมถึง KPI หลักการอนุมัติให้ชัดเจนและเปรียบเทียบกับเงินกู้ 200,000 ล้านบาทเพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นถึงความโปร่งใสหากรัฐบาลไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดเหล่านี้ได้ ตนคิดว่าสภาก็ไม่ควรอนุมัติเช็คกล่าวเหล่านี้ไปให้ครมและนายกใช้ในอนาคต สุดท้ายไม่ว่าจะวงเงิน 200,000 ล้านบาทที่เรียกว่าเงินกู้หรือเงิน 12,000 ล้านบาทที่เรียกว่างบประมาณก็มาจากเจ้าของเงินคนๆเดียวกันนั่นคือประชาชนและประชาชนมีสิทธิ์ที่จะถามง่ายๆว่าทำไมต้องเสียเงิน 2 รอบพร้อมกันแถมเงินที่เสียรอบ 2 ก็กลายเป็นบินที่ไม่เห็นใบเสร็จสามารถตรวจสอบได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

related