การเมือง

15 วัน ชี้ชะตา “ครม.ประยุทธ์ 2/2” กับ โควิด ระลอก2 อะไรจะมาก่อนกัน

อัพเดทล่าสุด นายกฯ ชัดเจน ปรับ ครม.เร็วที่สุด ไม่เกิน สิงหาคมนี้ เห็นโฉม ครม.ใหม่ แน่ ขณะที่ สถานการณ์โควิด ที่สุ่มเสี่ยง จนต้องจับตา จากกรณี จ.ระยอง ทหารอียิปต์ ก็จะครบวาระเฝ้าระวัง 14 วัน โดยไปจบที่ปลายเดือนเช่นเดียวกัน สิ้นเดือนนี้ คนไทย อาจได้เห็นโฉมหน้า ทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลประยุทธ์2/2 ที่มีโจทย์ใหญ่รออยู่ข้างหน้า คือการพลิกฟื้นประเทศไทยจากภัยการระบาดของเชื้อ โควิด 19

ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ โควิด19 ที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นผลมาจากความ “การ์ดตก” ของภาครัฐ จนนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาขอโทษขอโพยประชาชน ถึงขั้นต้องลงพื้นที่เยี่ยมชาวระยองในเย็นวันที่ 15 อย่างเร่งด่วนนั้น

ในเวลาเดียวกันกับการเดินทางลงพื้นที่แก้ปัญหาความตื่นตระหนกของผู้คนกับเรื่อง โควิด19 ที่ จ.ระยอง ซีกการเมืองก็เกิดความเคลื่อนไหวที่เป็นแรงกระเพื่อมแบบคาดไม่ถึงขึ้นเช่นเดียวกัน นั่นคือ การประกาศลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองของ ดร.สมคิด ในฐานะผู้กุมชะตาด้านเศรษฐกิจ และตำแหน่งรัฐมนตรี ของ 4 กุมาร โดยแสดงตนชัดเจนว่าการตัดสินใจครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้มีการปรับ ครม. และลดแรงกดดันที่ นายกฯ กำลังเผชิญอยู่…

คำถามอยู่ที่  ครม.ประยุทธ์2/2 โดยเฉพาะ ทีมเศรษฐกิจ ที่มีโจทย์ใหญ่คือการฟื้นประเทศไทย จากสถานการณ์​โควิด19 จะได้เริ่มทำงานกันเมื่อไหร่ ….

หยิบมามองกันทีละเรื่อง หากเป็นไปตามสถานการณ์ปกติ ที่ไม่มีตัวแปรทางการเมืองมาขับเคลื่อน ก่อนหน้านี้ นายกฯ ก็ชัดเจนว่า การปรับ ครม.หากจะมีขึ้นก็ต้องผ่านพ้นเรื่องของการพิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 วาระ 2-3 และการใช้เงินกู้ 1ล้านล้าน เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด19 ซึ่งก็รวมไปถึงการฟื้นฟู้เศรษฐกิจที่ต้องใช้งบประมาณราว 4แสนล้านบาทจากเงินกู้ก้อนดังกล่าวก่อน

เมื่อชัดเจนว่านายกฯบอกเอง ว่าการปรับ ครม.หากจะมี ต้องพ้นการพิจารณางบประมาณไปก่อน ตามไทม์ไลนนั้น วาระแรกของการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2564 ผ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขั้นตอนไปอยู่ที่การพิจารณาของกรรมาธิการ(วิสามัญ)72 ราย เป็นช่วงของการเปิดให้ มีการแปรญัตติ ต่างๆนาๆ

ดังนั้น ช่วงเวลาของความเป็นไปได้ในการปรับ ครม.ก็หมายถึงต้องขึ้นอยู่กับการส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญระบุว่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จใน 105 วัน ซึ่งในข้อเท็จจริง ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯฉบับนี้ ถูกส่งเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2563 และจะครบ 105 วันตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ (รวมขั้นตอนวุฒิสภา) ในวันที่ 28 ก.ย. 2563 แต่ก็อีกนั่นแหละที่ วันที่ 28 ก.ย. ดันพ้นสมัยประชุมสภาผู้แทนราฎรไปแล้วซึ่งวันสิ้นสุดสมัยประชุมสภาฯคือวันที่ 16 ก.ย. จึงเป็นไฟท์บังคับ ที่อาจทำให้กระบวนการทั้งหมดต้องเสร็จในสมัยประชุม ดังนั้น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2564 อาจแล้วเสร็จก่อนครบ 105 วัน ประเมินคร่าวๆ อย่างเร็ว ก็ปลายเดือน ส.ค. อย่างช้า ก็ไม่เกินสิ้นเดือน ก.ย.

ซึ่งในรายละเอียดก็จะมีขั้นตอนการพิจารณาของ วุฒิสภา อยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ได้ใช้เวลานานมากเท่าไหร่นัก จบภายในวันเดียวก็มี จากนั้น วุฒิสภา ก็จะส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณดังกล่าว กลับคืนสู่ สภาผู้แทนราษฎร

ดังนั้น จึงประเมินได้ว่า การปรับ ครม.หากจะมีขึ้นตามที่นายกฯกล่าวไว้ ก่อนหน้านี้ ก็คงเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.ย. ไม่เกิน กลางเดือน ต.ค.

แต่….นั่นมันเเรื่องเก่าแล้ว

เพราะล่าสุด นายกฯ ให้สัมภาษณ์ เรื่องการปรับ ครม.ระหว่างการลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ วันที่ 16 ก.ค. โดยบอกว่า การปรับ ครม.จะมีขึ้นเร็วที่สุด ไม่เกิน ส.ค. นี้  ซึ่งหลายฝ่ายก็ตีความคำว่าเร็วขึ้นว่า อาจจะเพราะ ครม.ขาดทีมเศรษฐกิจไม่เป็นผลดี หรือไม่ก็เพราะการลาออกของทีมเศรษฐกิจเดิม ที่ประกาศแยกทางกันไปเมื่อวานนี้(15ก.ค.) จึงเป็นเหมือนสารเร่งกระบวนการให้เกิดการปรับ ครม.เร็วขึ้น ซึ่งโดยกระบวนการการปรับ ครม.กว่ารัฐมนตรีใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ มีขั้นตอนสำคัญหลายอย่างตามธรรมเนียมประเพณี จึงเป็นที่คาดการณ์ว่า ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ คงได้เห็นโฉมหน้า รัฐบาลประยุทธ์ 2 ตามที่นายกฯให้สัมภาษณ์กันแน่นอน

แถมให้อีกนิด กรณีการปรับ ครม. กับโผรายชื่อที่ออกมาก่อนหน้านี้ มีการทำนายทายทักไว้ว่า ขุนคลัง คนใหม่ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นจริงคือ นาย ปรีดี ดาวฉาย ซึ่งถือเป็นนักการเงิน การธนาคารผู้มากประสบการณ์ ทำงานร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่อง และว่ากันว่ามีความสนิทสนมคุ้นเคยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก โน้นเลย

นั่นคือความเคลื่อนไหวสำคัญในเรื่องของการเมือง

ตรวจเชื้อ วัดอุณหภูมิ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เรียงกัน นั่นก็คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดรอบสอง ของเชื้อ โควิด 19 ที่ดันไปผุดขึ้นที่ระยอง อย่างเสียมิได้

ที่ว่า เสียมิได้ นั่นก็เพราะ มันเกิดขึ้นจากความ “การ์ดตก” ของเจ้าหน้าที่รัฐเสียเอง ที่ไม่รู้จักพิจารณาการใช้กฎหมาย ข้อบังคับ ในการปฏิบัติหน้าที่ ในยามที่บ้านเมืองอยู่ภายใต้การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แท้ๆ เคยปฏิบัติอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้นโดยไม่รู้จักการพลิกแพลง แก้ไขไปตามสถานการณ์จริงที่เป็นอยู่ ผลที่ตามมาคือ ความรั่ว ของการปฏิบัติที่สุ่มเสี่ยงต่อหายนะระรอกสองที่อาจเกิดขึ้นตามมา

มองอย่างยุติธรรม ถ้าโชคดี อาจไม่พบผู้ติดเชื้อชาวระยอง หรือชาว กทม. เพิ่มเติมขึ้นมาอีกจากกรณี การ์ดตก… 49 วัน จะได้เป็นสถิติที่ยังไม่มีการทำลาย แต่ที่แน่ๆ ความเชื่อมั่น ความมั่นใจ ของประชาชน ที่มีต่อการทำงานของภาครัฐ ถูกทำลายย่อยยับไปพอสมควร ถึงขั้นมีเสียงบ่นกันระงม ประมาณว่า  กักตัวครึ่งปี แต่มาพังเพราะ VIP …

พิจารณาตามหลักเกณฑ์การนับวัน เช่นเดียวกับการปรับ ครม. จากข้อมูลล่าสุดที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ ที่ จ.ศรีสะเกษ

14 วันของการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด การกักตัวชาวระยอง และ กทม.บางส่วน วาระก็จะไปครบไม่เกิน สิ้นเดือน ก.ค.นี้รู้ผลแน่นอน ว่ามีคนระยอง หรือคน กทม.คนไหนติดเชื้อเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่อีกหรือไม่

ซึ่งเบื้องต้น ข้อมูล ณ วันที่ 16 ก.ค. ผลการตรวจชาวระยอง 1,336 คน ไม่พบเชื้อ 416 ราย รอผลตรวจอีก 920 ราย…

ดังนั้น สิ้นเดือนนี้ ชัดเจนทั้งสองเรื่อง

ได้แต่ภาวนาขออย่าให้เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด ประเทศไทยอีกต่อไปเลย จะได้เข้าสู่โหมด การฟื้นประเทศไทย รับรัฐบาลชุด ประยุทธ์2/2 ในสิ้นเดือนนี้

เพื่อเดินหน้ากันอย่างจริงจังกันเสียที…