
SHORT CUT
'สมุดพกผู้รับเหมา' คืออะไร ? เปิดกฎกระทรวงตัดสิทธิบริษัททุจริต-ประมาทมีคนตาย เป็นกลไกถอน-ลดชั้นผู้รับเหมารับงานรัฐได้ไหม
ความตายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนเพียงชั่วข้ามคืน ระหว่างวันที่ 14-15 มกราคม 2569 ทั้งจากเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูงที่โคราช และโศกนาฏกรรมซ้ำซากบนถนนพระราม 2 กลายเป็น 'ตลกร้าย' ที่ขำไม่ออก เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้กฎกระทรวง 'สมุดพกผู้รับเหมา' ฉบับใหม่
สังคมกำลังตั้งคำถามสำคัญ : ในเมื่อเรามีกฎหมายใหม่ที่ระบุโทษถึงขั้น 'ตัดสิทธิ' บริษัทที่ประมาทจนมีคนตาย แต่ทำไมผู้รับเหมายักษ์ใหญ่ยังดูเหมือนจะเป็นอมตะ? เรา พาสำรวจเบื้องลึกของกฎกระทรวงฉบับใหม่ และวิเคราะห์อุปสรรคที่ซ่อนอยู่ใต้พรมว่าเหตุใดการลงดาบ 'ขึ้นบัญชีดำ' ในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง
เปิดกฎกระทรวง 'สมุดพก 2569' : ยาแรงที่เพิ่งมาถึง
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นมาตรการ 'สมุดพกผู้รับเหมา'
กฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือประเมินผลงาน (Performance Evaluation) โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ปี 2560 สาระสำคัญคือการเปลี่ยนจากระบบที่ผู้รับเหมามีแต่ 'ได้เลื่อนชั้น' มาเป็นระบบที่มีการ 'ตัดแต้ม-ลดชั้น-เพิกถอนสิทธิ' อย่างชัดเจน ดังนี้:
1. ตัดสิทธิทันทีหาก 'ทุจริต' หรือ 'ประมาทจนมีคนตาย' นี่คือหัวใจสำคัญของกฎกระทรวงฉบับนี้ โดยแบ่งบทลงโทษเป็น 2 ระดับความรุนแรง:
กรณีทุจริต : หากพบการยื่นเอกสารเท็จหรือฮั้วประมูล จะถูกเพิกถอนรายชื่อและ ถูกแบนยาวนานถึง 10 ปี
กรณีประมาทเลินเล่อร้ายแรง: หากทำงานผิดพลาดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (เช่น กรณีเครนถล่ม) จะถูกเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียน และต้อง รอถึง 2 ปี จึงจะกลับมาขอขึ้นทะเบียนใหม่ได้
2. ระบบลดชั้น (Downgrade) หากผู้รับเหมาถูกสั่งระงับการยื่นข้อเสนอ หรือมีผลงานต่ำกว่าเกณฑ์ จะถูก 'ลดระดับชั้น' ลงมา ซึ่งส่งผลมหาศาลทางธุรกิจ เพราะจะทำให้เสียสิทธิในการประมูลโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่สงวนไว้สำหรับผู้รับเหมา "ชั้นพิเศษ" เท่านั้น
3. การตรวจสอบเชิงรุก กรมบัญชีกลางจะไม่นั่งรอเอกสาร แต่มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้รับเหมาทุกๆ 3 ปี หากสถานะการเงินมีปัญหาหรือขาดคุณสมบัติ สามารถเพิกถอนชื่อได้ทันที
แม้ตัวบทกฎหมายจะดูเข้มข้น แต่ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยกลับติดหล่มการบังคับใช้กฎหมายกับผู้รับเหมายักษ์ใหญ่มาโดยตลอด จากการวิเคราะห์ข้อมูลและมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามี 'กำแพงที่มองไม่เห็น' อย่างน้อย 3 ชั้น ที่ทำให้การลงโทษเป็นเรื่องยาก:
ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับผู้สูญเสียในเหตุการณ์ล่าสุดคือ กรมทางหลวงได้ชี้แจงว่า มาตรการสมุดพกนี้ 'ไม่มีผลย้อนหลัง' กับสัญญาที่ลงนามไปแล้ว นั่นหมายความว่า โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากโครงการเก่าที่กำลังก่อสร้างอยู่ (ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของปัญหา) อาจไม่สามารถใช้กฎหมายใหม่นี้ลงโทษ 'ลดชั้น' ได้ทันที ต้องรอให้สัญญาเดิมสิ้นสุด หรือต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายอื่นซึ่งซับซ้อนกว่า
ตลาดก่อสร้างภาครัฐของไทยถูกขับเคลื่อนด้วยงบลงทุนกว่า 900,000 ล้านบาทต่อปี แต่ผู้ที่มีศักยภาพรับงานขนาดใหญ่ (ระดับพันล้านบาทขึ้นไป) มีจำนวนจำกัด หรือที่เรียกว่า "ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ"
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ให้เห็นว่าบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่เพียง 3 ราย ถือครองมูลค่างานในมือ (Backlog) รวมกันเกือบ 4.5 แสนล้านบาท การสั่ง 'แบน' หรือ 'ขึ้นบัญชีดำ' บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อโครงการรัฐทั่วประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานเจ้าของโครงการเกิดความ 'เกรงใจ' หรือกังวลว่าหากลงดาบไปแล้ว โครงการระดับชาติจะชะงักงัน
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นักวิชาการด้านวิศวกรรมโครงสร้าง สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาหลักไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือ "ความอ่อนแอของกฎหมาย"
เจ้าหน้าที่รัฐมักกังวลการถูกเอกชนฟ้องกลับ หากสั่งระงับงานหรือขึ้นบัญชีดำโดยหลักฐานไม่รัดกุม 100%
กระบวนการ 'ขึ้นบัญชีดำ' เดิมตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ มุ่งเน้นเรื่องการ 'ทิ้งงาน' หรือ 'ทุจริต' เป็นหลัก แต่คำจำกัดความเรื่อง 'อุบัติเหตุจากความประมาท' ยังเป็นช่องว่างที่ต้องตีความ ทำให้ผู้รับเหมามักรอดตัว หรือเพียงแค่จ่ายค่าปรับแล้วจบไป
หากย้อนรอยดูไทม์ไลน์ แนวคิด 'สมุดพกผู้รับเหมา' ไม่ใช่เรื่องใหม่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (สมัยเป็น รมว.คมนาคม) เริ่มผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่ ปลายปี 2566 หลังเกิดเหตุเหล็กหล่นทับคนงานเสียชีวิตในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง
แต่กว่ากฎกระทรวงจะคลอดออกมาได้ ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีกับอีก 1 เดือน (มกราคม 2569) ผ่านขั้นตอนราชการที่เชื่องช้า ตั้งแต่การยกร่าง ปรึกษากฤษฎีกา และเสนอ ครม.
ในช่วงเวลาที่สูญเปล่าไป 2 ปีกว่านั้น ประเทศไทยต้องสังเวยชีวิตและทรัพย์สินให้กับอุบัติเหตุซ้ำซากบนถนนพระราม 2 และโครงการรถไฟฟ้าต่างๆ โดยที่กลไกการ 'ตัดแต้ม' ยังเป็นเพียงกระดาษร่าง
การประกาศใช้กฎกระทรวง 'สมุดพกผู้รับเหมา' ในปี 2569 ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสือในราชกิจจานุเบกษา แต่อยู่ที่ 'การบังคับใช้'
ตราบใดที่การประเมินผลยังขึ้นอยู่กับรายงานของ 'ผู้คุมงาน' ที่อาจมีความสัมพันธ์ทับซ้อนกับผู้รับเหมา และตราบใดที่บทลงโทษยังไม่สามารถก้าวข้ามกำแพง 'ผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ' ได้ สมุดพกเล่มนี้ก็อาจเป็นเพียงกระดาษอีกใบที่ไม่สามารถหยุดยั้งคานปูนที่ร่วงหล่นลงมาได้จริง
สิ่งที่ภาคประชาชนรอคอย ไม่ใช่แค่การตัดคะแนน แต่คือมาตรฐานความรับผิดชอบระดับสากล ที่ชีวิตคนไทยต้องมีค่ามากกว่าค่าปรับ หรือกำไรของผู้ประกอบการ
ที่มา : bangkokbiznews ratchakitcha
ข่าวที่เกี่ยวข้อง