
SHORT CUT
แอมเนสตี้เรียกร้องไทยยุติแผนบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 2 คนไปจีน หลังถูกกักตัวนานกว่า 12 ปี เตือนเสี่ยงเผชิญการทรมานและละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการไทยยุติแผนการบังคับส่งกลับชายชาวอุยกูร์ 2 คนไปยังประเทศจีน หลังมีรายงานว่าทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานกักตัวคนต่างด้าวในประเทศไทย และกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศต้นทาง ซึ่งอาจทำให้ต้องเผชิญกับการทรมาน การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ทางการไทยต้องยุติแผนการส่งกลับชายชาวอุยกูร์ทั้งสองคนโดยทันที และไม่ควรเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับกรณีเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งไทยบังคับส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังประเทศจีน ทั้งที่พวกเขามีความเสี่ยงที่จะเผชิญอันตราย ซึ่งถือเป็นการเนรเทศที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
เธอระบุว่า ชายทั้งสองคนหลบหนีออกจากประเทศจีนเพื่อหนีการประหัตประหาร แต่กลับต้องถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ขณะที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในเขตซินเจียงของจีน การส่งตัวชายทั้งสองกลับไปจึงอาจทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะเดียวกับที่เป็นเหตุให้ต้องหลบหนีออกมา
นอกจากนี้ ชายทั้งสองเคยแจ้งต่อทนายความว่ากังวลว่าจะได้รับอันตรายถึงชีวิตหากถูกส่งกลับไปจีน และไม่สมัครใจเดินทางกลับ แอมเนสตี้จึงเรียกร้องให้ทางการไทยเปิดโอกาสให้ทั้งสองเข้าถึงทนายความที่ตนเองเลือก รวมถึงประสานความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อเร่งหาประเทศที่พร้อมรับตัวพวกเขาและชาวอุยกูร์คนอื่น ๆ ที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในไทย ให้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ปลอดภัยได้อย่างสมัครใจ
เลขาธิการแอมเนสตี้ยังย้ำว่า แม้ทางการจีนจะให้คำมั่นสัญญาทางการทูตว่าจะดูแลความปลอดภัยของผู้ถูกส่งกลับ แต่ก็ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลให้ประเทศไทยละเลยพันธกรณีในการไม่ส่งบุคคลกลับไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการทรมานหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวชายทั้งสอง เพื่อให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมีอิสระ หลังถูกกักตัวในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปี
ชายชาวอุยกูร์ทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์ 5 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวอุยกูร์กว่า 300 คน ซึ่งถูกทางการไทยควบคุมตัวโดยไม่มีข้อหาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 หลังหลบหนีจากการประหัตประหารและการเลือกปฏิบัติในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ชาย 2 คนจากทั้งหมด 5 คนได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ก่อนถูกส่งไปยังสถานกักตัวคนต่างด้าวในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นั้น ทางการไทยปฏิเสธไม่ให้ทั้งสองเข้าพบทนายความของตนเอง รวมถึงไม่อนุญาตให้พบกับองค์กรภาคประชาสังคมและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
ทั้งสองคนถูกควบคุมตัวในประเทศไทยมานานกว่า 12 ปี โดยก่อนหน้านี้ ในเดือนมิถุนายน 2558 ไทยอนุญาตให้ผู้หญิงและเด็กจำนวน 173 คนจากกลุ่มชาวอุยกูร์ดังกล่าวเดินทางไปยังตุรกี ขณะที่มีชาวอุยกูร์อย่างน้อย 109 คนถูกส่งกลับไปยังประเทศจีนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ต่อมา เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศไทย เพื่อร้องขอให้ส่งตัวชาวอุยกูร์ 45 คนที่ยังคงอยู่ในไทยกลับไปยังจีน ก่อนที่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ทางการไทยจะบังคับส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังจีน ซึ่งแอมเนสตี้ระบุว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนอีก 5 คนที่เหลือถูกจำคุกในประเทศไทยจากความผิดฐานพยายามหลบหนีออกจากสถานกักตัวคนต่างด้าว
หลังจากการส่งกลับดังกล่าว ทางการไทยได้ส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเยือนเขตซินเจียง 2 ครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2568 ตามคำเชิญของรัฐบาลจีน เพื่อสร้างความมั่นใจผ่านกระบวนการทางการทูต อย่างไรก็ตาม องค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามกรณีนี้รายงานว่า เจ้าหน้าที่ไทยได้พบกับชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปเพียงไม่ถึง 10 คน และนับจากนั้นยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่พวกเขาถูกควบคุมตัวอยู่
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังคงคัดค้านการใช้คำมั่นสัญญาทางการทูต หรือ Diplomatic Assurance ที่ระบุว่าบุคคลซึ่งถูกส่งกลับจะไม่ถูกทรมานหรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย เนื่องจากเห็นว่าไม่สามารถใช้เป็นหลักประกันความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือได้ และอาจขัดต่อหลักการห้ามทรมาน ซึ่งเป็นข้อห้ามสากลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและหลักการไม่ส่งกลับ (Non-refoulement) ซึ่งห้ามรัฐส่งตัวบุคคลกลับไปยังประเทศหรือดินแดนที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการประหัตประหารหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 ยังห้ามการเนรเทศบุคคลในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นอาจเผชิญกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี รวมถึงการบังคับให้สูญหาย
ก่อนหน้านี้ ในปี 2564 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เผยแพร่รายงานสำคัญที่รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ทั้งการคุมขัง การทรมาน และการประหัตประหารชาวอุยกูร์ ชาวคาซัค และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในเขตซินเจียง
ขณะที่รายงานการประเมินขององค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ก็พบข้อค้นพบในลักษณะเดียวกัน แต่รัฐบาลจีนยังไม่ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะ ไม่มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหรือสอบสวนเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ตรงกันข้าม รัฐบาลจีนยังคงปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เผยแพร่ข้อมูลเพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และดำเนินนโยบายเลือกปฏิบัติและบังคับกลืนกลายทางวัฒนธรรมต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง