เปิดประวัติเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฏราชกุมารซาอุฯ

26 ม.ค. 2565 เวลา 9:04 น. 3.0k

ทำความรู้จักเจ้าชายแห่งซาอุฯ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เจ้าชายผู้ร่ำรวยตัวจริงแห่งซาอุฯ พร้อมเปิดกรุคดีกล่าวหาชื่อดังของการสั่งลอบสังหารนักข่าวที่วิจารณ์ราชวงศ์

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุฯ ได้เชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเยือนซาอุฯเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ Springnews ชวนย้อนดูผลงานที่ผ่านมาของเจ้าชายว่าทำไมถึงมีชื่อเสียงโด่งดัง

มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียพระองค์นี้มีพระชนมายุเพียง 36 พรรษา ประสูติเมื่อวันที่ 31 ส.ค.1985 เป็นพระโอรสองค์โตของเจ้าชายซัลมาน บิน อับดุล อาซิซ อัล ซาอุด และฟาห์ดาห์ บินท์ ฟาลาห์ บิน ซัลตาน ชายาองค์ที่ 3

ก่อนหน้านี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาพิเศษของพระบิดา และทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงริยาดเมื่อปี 2009 จนกระทั่งก้าวเข้าสู่อำนาจเต็มตัวเป็นมกุฎราชกุมารเมื่อปี 2013

จนกระทั่งปี 2015 หลังกษัติรย์อับดุลลาห์ บิน อาซิซ สิ้นพระชนม์ ทำให้เจ้าชายซัลมานขึ้นครองราชย์แทนทันที

เส้นทางชีวิตเจ้าชายซาอุฯ

  • ปี 2015 ทำสงครามยาวนาน 6 ปีกับกลุ่มกบฏฮูธี ที่ถือตนเป็นตัวแทนของอิหร่านที่เข้าถึง 'ซานา' เมืองหลวงของเยเมนไว้ จากสงครามทำให้ผู้คนล้มตายทั้งจากลูกหลงในสงครามและภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรง ทำให้ซาอุฯถูกกล่าวหาว่า ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
  • ได้รับการกล่าวขานว่าคือผู้ปกครองตัวจริงของประเทศส่งออกน้ำมันชั้นนำของโลกนี้ แต่วิสัยทัศน์ปี 2030 พระองค์ตั้งมั่นว่าจะไม่เสพติดการส่งออกน้ำมัน รายได้หลักของประเทศต้องไม่ได้มาจากน้ำมัน และขยายธุรกิจพาณิชย์อื่นๆเพิ่ม
  • ไม่ปิดกั้นสตรีในภาคอุตสาหกรรมแรงงาน และ เพิ่มการลงทุนในธุรกิจบันเทิงเพื่อสร้างงานให้คนหนุ่มสาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ไม่มีพรรคการเมือง หากมีเรื่องผิดกฎหมายใหญ่ร้ายแรง กษัตริย์สามารถเป็นผู้มีพระราชอำนาจสูงสุดในการบังคับให้รับโทษตามกฎหมายตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เจ้าชายได้รับคะแนนเสียงจากในประเทศของตนเองอย่างล้นหลาม มีการรายงานจากเจ้าหน้าที่ภายในประเทศว่า มีผู้สนับสนุนพระองค์ให้คะแนนความนิยมถึง 94.4% แต่ทั้งหมดนั้นคือมุมมองของภายในประเทศว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางทีดีขึ้น ในทางกลับกันในมุมของต่างประเทศและหลายๆชาติกลับมองเห็นตรงกันข้าม หรือที่โลกตะวันตกเรียกกันว่า MBS เพราะคดีอื้อฉาวของพระองค์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งลอบสังหารนักข่าวของวอชิงตันโพสต์ เมื่อปี 2018 และสำหรับไทยเองที่มีการพูดถึงมากที่สุดคือเรื่องของแรงงานไทยขโมยอัญมนีล้ำค่าจากวังของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด อัล ซะอูด (Faisal bin Fahd Al Saud) พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระราชาธิบดีฟาฮัดแห่งซาอุดิอาระเบีย จึงทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ ขาดสะบั้นลง

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุฯ ผู้ที่สหรัฐฯคว่ำบาตรว่าเป็นบุคคลที่ไม่อยากยุ่งด้วย แต่ยังคงไว้ซึ่งการรักษาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ย้อนกลับไปปี 2018 เรื่องราวของคดีดังที่สำนักข่าวทั่วโลกทำการตีแผ่และสืบสวนออกมาเรื่องการหายตัวไปอย่างลึกลับของนักข่าวชายคนหนึ่ง คือ นายจามาล คาชอกกี (Jamal Khashoggi) นักข่าวของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์

นักข่าววัย 59 ปีรายนี้เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลซาอุดิอาระเบียและใกล้ชิดกับราชวงศ์เสมอมา แต่เขาไม่เคยได้รับความโปรดปรานแม้แต่น้อยและต้องลี้ภัยในสหรัฐฯเมื่อปี 2017

คาชอกกี นักวิจารณ์ประจำซาอุดีอาระเบีย หายสาบสูญไปจากสถานกงสุลในอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ย. เขาเดินทางเพื่อไปรับเอกสารรับรองว่าเขาหย่าขาดจากภรรยาแล้ว แต่เขาได้รับแจ้งให้กลับมาใหม่

นายคาชอกกีกลับไปที่นั่นอีกในวันที่ 2 ต.ค. เมื่อเวลา 13.14น. ตามเวลาท้องถิ่น เขาไปถึงก่อนเวลานัด 13.30 น.เขานำโทรศัพท์มือถือสองเครื่องของเขาให้กับฮาทีเจอ เจงกิซ (Hatice Cengiz) คู่หมั้นชาวตุรกีของเขา และ บอกเธอว่า ถ้าเขาไม่กลับออกมา ให้โทรหาที่ปรึกษาของประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ภรรยาของเขารอด้านนอกนานกว่า 11 ชั่วโมง แต่เขาไม่ออกมา เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในช่วงเช้าของวันที่ 3 แต่ก็ไม่พบร่องรอยของเขาอีกเลย

รายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ กล่าวหา โดยอ้างว่า โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุฯ คือผู้อนุมัติให้สังหารนายจามาล คาซอกกี แต่พระองค์ทรงปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์การลอบสังหารนายจามาล คาซอกกี (Jamal Khashoggi) นักข่าวของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ แหล่งข่าวระบุว่า รายงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือ CIA สรุปคดีดังกล่าวมาให้ โดยอ้างว่า มกุฎราชกุมารซาอุฯ ได้ทรงอนุมัติ และ อาจทรงสั่งการให้สังหารนายคาชอกกี ผู้เขียนบทความวิจารณ์ราชวงศ์ซาอุฯอย่างรุนแรงลงในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์

VOA ประเทศไทยรายงานว่า การเปิดเผยรายงานฉบับนี้คือส่วนหนึ่งของการปรับความสัมพันธ์กับรัฐบาลซาอุฯ ภายใต้รัฐบาลสหรัฐฯชุดใหม่ให้กลับมาอยู่ในแนวทางเดิม หลังจากมีประวัติด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลซาอุฯ และการแทรกแซงสงครามในเยเมน ถูกเมินเฉยจากรัฐบาลอเมริกันชุดก่อนมาหลายปี

จามาล คาชอกกี หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2018 ระหว่างที่เดินทางเข้าไปสถานกงสุลซาอุฯ ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยภายหลังเจ้าหน้าที่ตุรกี เปิดเผยรายงาน ที่อ้างว่านักข่าววัย 59 ปีผู้มักวิจารณ์ราชวงศ์ซาอุฯ ผู้นี้ถูกแขวนคอและถูกหั่นศพเป็นชิ้นๆภายในสถานกงสุลซาอุฯแต่ไม่มีใครพบชิ้นส่วนร่างกายของเขา

ในคอลัมน์แรกของคาชอกกีที่เขียนให้กับวอชิงตันโพสต์ เขาระบุว่า เขากลัวถูกจับเนื่องจากการที่มกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯทรงปราบปรามผู้ที่แข็งข้อ นับตั้งแต่พระองค์ทรงขึ้นมาเป็นองค์รัชทายาทลำดับแรก ในการสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน เขาเขียนคอลัมน์นี้เมื่อตอนเขาลี้ภัยในสหรัฐฯเมื่อปี 2017

รายงานจากเจ้าหน้าที่ตุรกีอ้างว่า เขาถูกสายลับซาอุฯสังหารที่สถานกงสุลและถูกจัดการศพ แต่ตุรกีไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้ นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ซาบาห์ของตุรกีที่สนับสนุนโดยรัฐบาลรายงานว่า มีทีมสายลับของวาอุฯต้องสงสัย 15 คนที่เดินทางเข้าและออกนครอิสตันบูลในวันที่นายคาชอกกีหายตัวไป

 

ส่วนเรื่องของการสืบสวนและไทม์ไลน์นั้นจะเป็นอย่างไร มีรายละเอียดอะไรบ้าง ลองไปอ่านต่อได้ที่ https://www.bbc.com/thai/international-45840702

ที่มาข้อมูล

https://www.voathai.com/a/us-report-on-khashoggi-death-expected-to-single-out-saudi-crown-prince-sources-say/5792780.html

https://www.bbc.com/thai/international-45840702

https://www.bbc.com/thai/60114527

https://www.prachachat.net/world-news/news-848609

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ